สวัสดีค่ะ 🤗

วันนี้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่เกี่ยวกับหนึ่งในบรรดาเพลงที่คุสุโนกิ โทโมริ หรือ โทโมริรุแต่งเอง เพลง 僕の見る世界、君の見る世界 (Boku no Miru Sekai, Kimi no Miru Sekai) หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า โลกที่ฉันมองเห็น โลกที่เธอมองเห็น นั่นเอง เพลงนี้ถูกใช้ร้องในไลฟ์เดี่ยวของโทโมริรุแต่ไม่เคยนำมาเผยแพร่ออกมานอกการแสดงเลย แม้แต่ในแผ่นเพลงที่ขายหน้าไลฟ์ก็ไม่มีเพลงนี้อยู่ ซึ่งเพลงนี้ถูกนำมาอัดเสียงแล้วอัปโหลดบน Official YouTube Channel เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2020 เพื่อเป็นของขวัญแก่แฟนๆ ในวันเดบิวต์ครบ 1,000 วันของโทโมริรุค่ะ

The world Tomori see

เริ่มกันที่เรื่องเกี่ยวกับเพลง Boku no Miru Sekai, Kimi no Miru Sekai ที่โทโมริรุพูดไว้ในรายการโทโมริรุแคนเดิลกันว่า พวกเราคงจะได้เห็นลางๆ บ้างว่าโลกที่โทโมริรุมองเห็นนี่มันเป็นยังไงนะ ถึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา

แนวคิดของเพลงนี้
โทโมริรุบอกว่าเพลงนี้เกี่ยวกับการทบทวนตัวเองว่าเราเป็นยังไง เส้นทางของเรา ทิวทัศน์ของเรา มันเป็นแบบไหนกันนะ อยากให้สามารถเป็นแรงใจให้ทุกคนก้าวเดินออกไปในเส้นทางของตัวเอง ให้ความสำคัญกับตัวเอง โดยเจ้าตัวได้แรงบันดาลใจจากความคิดตัวเองที่ว่า คนที่เราชื่นชม ที่เราอยากจะเป็นนั้นอยู่ห่างเกินไป เขาเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วตัวเราล่ะจะเอายังไงดี เลยหันกลับมามองตัวเอง การมีคนที่เราชื่นชมมันเป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้าตัวเราเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้ การค้นหาและเดินทางออกไปในเส้นทางที่เป็นของเรามันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ เพราะโลกทัศน์ของแต่ละคนที่ต่างกันไปมันเป็นเรื่องที่สวยงาม

เพลงนี้แต่งทำนองร่วมกับคุณชิเกะนากะ เรียวสึเกะ
เรื่องแต่งทำนองร่วมกับคนอื่นโทโมริรุบอกว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเธอเลย สำหรับเพลงนี้แฟนๆ น่าจะรู้สึกได้ว่ามันแตกต่างไปจากเพลงอื่นๆ ของตัวเอง โดยปกติแล้วการแต่งเพลงของโทโมริรุจะเขียนเนื้อร้องและทำนองแล้วนำไปขอให้เรียบเรียงเป็นคอร์ดให้ แต่เพลงนี้เริ่มจากเขียนเนื้อร้องแล้วนำไปคุยกับคุณชิเกะนากะว่าอยากได้เพลงแนวแบบ Catchy กลิ่นอายร็อคแบบเฟรชๆ แต่ยังมีลักษณะของตัวเองผสมอยู่ด้วย ในครั้งนี้คุณชิเกะนากะแต่งคอร์ดให้ก่อน เลยเหมือนเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ตัวเองไปด้วย เพราะโดยปกติแล้วเวลาแต่งเพลงมันมักจะมีลักษณะเฉพาะของแต่ละคนอยู่ อย่างช่วงรอยต่อจากโน้ตหนึ่งไปอีกโน้ตหนึ่งจะสามารถดูออกได้ง่าย คราวนี้เลยได้เจอเมโลดี้ที่ต่างไปจากการแต่งเอง จากนั้นหลังจากโทโมริรุแต่งเมโลดี้เสร็จตอนนำไปร้องจริงก็จะปรับจังหวะและอื่นๆ กันอีกทีว่าตรงไหนอยากให้ออกมาเป็นแบบไหน เพลงนี้เลยออกมาไม่เหมือนกับเพลงก่อนๆ อย่าง Nagame no Sora ที่จะออก Negative Rock (เจ้าตัวบอกไม่มีแนวนี้หรอก พูดเอง ฮา) หรืออย่าง Romanron ที่มีการเปลี่ยนจังหวะไปมา Boku no Miru Sekai, Kimi no Miru Sekai เลยเหมือนเป็นเพลงที่มีทั้งความเป็นตัวเองและมีสิ่งใหม่ที่ได้พบเจอรวมกันอยู่

Boku no Miru Sekai, Kimi no Miru Sekai

โลกที่ฉันมองเห็น โลกที่เธอมองเห็น

เนื้อร้อง: คุสุโนกิ โทโมริ
ทำนอง: คุสุโนกิ โทโมริ และ ชิเงะนากะ เรียวสุเกะ

ในกระเป๋าที่ใหญ่โตจนน่าขันนี้
มีอมยิ้มอยู่หนึ่งอัน ฉันเดินออกจากประตูไปหนึ่งก้าว
อดกลั้นความอยากนั่งรถไฟเอาไว้
เพราะอยากจะเดินเพื่อมองทิวทัศน์ต่างๆ

เส้นทางก็ถูกต้องแล้ว นาฬิกาก็เดินตรงเวลา
น่าจะเป็นอย่างนั้น ทั้งที่น่าจะเป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม

โลกที่ฉันมองเห็นมันได้ยืดขยายออกไป
น้ำตาก็ไหลออกมาเมื่อถูกลมจากรถไฟที่วิ่งผ่านก็เช่นกัน
ในโลกใบที่เธอมองเห็นนั้นไม่มีเรื่องแบบนี้สินะ?
เธอที่ฉันมองเห็นผ่านทางหน้าต่างของรถไฟนั้น
สว่างไสวเหลือเกิน

ฉันนำภาพถ่ายสโตรปออกมาวางเรียงกัน
หนึ่งภาพของเมื่อวานและอีกภาพที่ถ่ายในวันนี้
‘มันดูเหมือนกันเลยเนอะ’ “เธอไม่เข้าใจอะไรเลยสินะ”
ฉันอยากจะเปลี่ยนแปลง ฉันจะเปลี่ยนแปลงให้ดู

ไม่ได้ลืมของอะไรไว้ สภาพร่างกายก็โอเค
น่าจะเป็นอย่างนั้น ทั้งที่น่าจะเป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม

โลกใบนี้ที่ฉันมองเห็นมันได้ยืดขยายออกไป
ดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ที่งอกทะลุยางมะตอยขึ้นมานี่ก็ด้วย
ในโลกใบที่เธอมองเห็นนั้นไม่มีเรื่องแบบนี้สินะ?
ฉันไม่สามารถมองเห็นเธอได้จากหน้าต่างของรถไฟ

ยิ้มให้กับดวงดาวที่อยู่ห่างไกล
นั่นสินะ ออกเดินทางไปยังเส้นทางที่มีแต่ฉันที่จะไปได้ดีกว่า
ไปพร้อมกับเธอ

โลกใบนั้นที่ฉันมองเห็นมันได้ยืดขยายออกไป
ถึงแม้จะพยายามทำให้ย้อนกลับไปสภาพเดิม
แต่สุดท้ายก็กลับมาบิดเบี้ยวอยู่ดี
ฉันหันหลังให้กับโลกของเธอ
และเก็บเอาไว้เพียงแค่เสียงของเธอ
ที่ได้ยินจากหน้าต่างรถไฟเท่านั้น

僕の見る世界、君の見る世界

作詞:楠木ともり
作曲:楠木ともり、重永亮介

可笑しなくらい大きな鞄に
飴玉一個 扉開ける一歩
電車に乗りたい気持ち抑えて
歩いてみたい 景色を見たい

道は間違えてない 時計もずれてない
はずだった はずだった

なのに

僕の見る世界は 伸びきっている
電車の風に 吹かれて 落ちる 涙も
君の見る世界にはいないでしょう?
車窓から覗く 君が
眩しい

ストロボ写真を並べて見るよ
昨日の一枚 今日も撮った一枚
『同じに見えるね』「わかってないな」
変わってみたい 変わってみせたい

忘れ物はしてない 調子も悪くない
はずだった はずだった

なのに

僕の見る世界は 伸びきっている
アスファルト 突き破った 小さな 花も
君の見る世界にはいないでしょう?
車窓から覗く 君が
見えない

星に笑え はるか遠くへ
そうだった 僕にしか出来ない
旅をしよう

きみと

僕の見る世界は 伸びきっている
戻そうとしたって 畳まれていくだけ
君の見る世界に 背を向けるよ
車窓から落ちる 君の声だけ
拾っておくよ

Analyzing the Lyrics

ส่วนการถอดความหมายเนื้อเพลงที่จะเขียนต่อไปนี้เราเจอจากบล็อกของคุณคามินาริฮิเมะพออ่านแล้วคิดว่าน่าสนใจดี จะได้เห็นการเลือกใช้คำของโทโมริรุเพิ่มด้วยค่ะ (คุณคามินาริฮิเมะเหมือนจะเคยเขียนไว้ว่าเขาเรียนด้านภาษาด้วย)

ฉากที่มีคำว่า ยืดออกไป

โดยเขาเริ่มจากคำว่า ยืดออกไป คำว่ายืด (伸びる) นี่มักจะใช้กับพวก สิ่งของที่มีลักษณะยืดหยุ่นได้ แบบพวกยาง เขาจึงไปหาความหมายต่างๆ ของคำนี้ในพจนานุกรมจึงได้เจอความหมายหนึ่งที่บอกว่า “เมื่อเวลาผ่านไปนานจนสูญเสียคุณสมบัติยืดหยุ่นในตัวไป” เมื่อนำไปเทียบกับเนื้อเพลงในท่อนฮุคสุดท้ายที่บอกว่า

โลกใบนั้นที่ฉันมองเห็นมันได้ยืดขยายออกไป
ถึงแม้จะพยายามทำให้ย้อนกลับไปสภาพเดิม
แต่สุดท้ายก็กลับมาบิดเบี้ยวอยู่ดี

จึงทำให้คิดว่าโทโมริรุเลือกใช้คำว่ายืดเพื่อบอกว่า โลกใบที่ฉันมองเห็นมันสูญเสียความยืดหยุ่นไปแล้ว อย่างนั้นรึเปล่า? ถึงได้ตั้งเป้าหมายไปที่โลกใบใหม่อย่างที่เราจะเห็นได้จากท่อนแรก

ฉันเดินออกจากประตูไปหนึ่งก้าว
อดกลั้นความอยากนั่งรถไฟเอาไว้
เพราะอยากจะเดินเพื่อมองทิวทัศน์ต่างๆ

ความหมายที่เนื้อเพลงท่อนแรกต้องการสื่อออกมาคือ ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง

‘ฉัน’ ตัวเอกของเพลงได้ตัดสินใจ บอกลาจากโลกใบที่สูญเสียความยืดหยุ่น เพื่อไปสู่โลกใบใหม่และตัวเขาคิดว่า รถไฟเป็นภาพแทนโลกของ “ฉันในอดีต” ที่ได้สูญเสียความยืดหยุ่นไปแล้ว การที่ตัวเอกหยุดตัวเองไม่ขึ้นรถไฟนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นในท่อนฮุคท่อนแรก รถไฟ จึงหมายถึง โลกที่ “ฉันในอดีต” มองเห็น นั่นเอง แล้วอย่างนั้นในท่อน

เธอที่ฉันมองเห็นผ่านทางหน้าต่างของรถไฟนั้น
สว่างไสวเหลือเกิน

“เธอ” ในที่นี้หมายถึงใครกันล่ะ? เพราะถ้าหากดูในวีดีโอแล้วจะเห็นฉากที่ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่บนรถไฟ

ผู้หญิงบนรถไฟ คือ “เธอ” ?

แต่พอเห็นฉากข้างล่างนี้ทำให้เจ้าตัวคิดว่า “เธอ” อาจจะไม่ใช่ ผู้หญิงที่อยู่บนรถไฟ

สองคนนี้ดูเป็นคนเดียวกัน

ฉันนำภาพถ่ายสโตรปออกมาวางเรียงกัน
หนึ่งภาพของเมื่อวานและอีกภาพที่ถ่ายในวันนี้
“มันดูเหมือนกันเลยเนอะ” ‘เธอไม่เข้าใจอะไรเลยสินะ’
ฉันอยากจะเปลี่ยนแปลง ฉันจะเปลี่ยนแปลงให้ดู

จากภาพด้านบนไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่สวมฮู้ดหรือไม่สวมฮู้ดดูแล้วยังไงก็เป็นคนเดียวกัน ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็น “ฉันในอดีต” และ ‘ฉันในปัจจุบัน’ นั่นเอง

ถ้าดูจากในภาพแล้วจะเห็นว่าใช้เครื่องหมายคำพูดไม่เหมือนกันใน “” เป็นคำพูดของ “ฉันในอดีต” หรือคนที่สวมฮู้ด ส่วนใน ‘’ เป็นคำพูดของ ‘ฉันในปัจจุบัน’ หรือคนที่ไม่ได้สวมฮู้ด ส่วนที่มาสนับสนุนความคิดของเขาในช่วงนี้คือท่อนก่อนฮุคสุดท้าย

ยิ้มให้กับดวงดาวที่อยู่ห่างไกล
นั่นสินะ ออกเดินทางไปยังเส้นทางที่มีแต่ฉันที่จะไปได้ดีกว่า
ไปพร้อมกับเธอ

ฉากที่มีภาพถ่ายสโตรป

ภาพถ่ายสโตรปในเนื้อเพลงก่อนหน้านี้เป็นภาพถ่ายดวงดาว น่าจะเป็นการเชื่อมต่อเนื้อเพลงในช่วงนี้กับช่วงก่อนหน้า ตรงคำว่า นั่นสินะ ในเนื้อเพลงเป็นอารมณ์นึกได้ของ ‘ฉัน’ และบอกว่าเรื่องราวกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป แต่มันเท่ากับว่าการออกเดินทางครั้งใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจไว้แต่แรกแล้ว? แล้วว่ากันตามความหมายมันเป็นเรื่องที่สามารถทำร่วมกับ “เธอ” ได้เหรอ? ซึ่งจริงๆ แล้วลูกเล่นตรงนี้ภาษาไทยไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ตามต้นฉบับ คำว่า “เธอ” ในจุดนี้โทโมริรุเลือกใช้คำเดียวกันแต่ก็ต่างกัน โดยคำว่า “เธอ” ในเพลงนี้จะถูกเขียนด้วยคิมิที่เป็นตัวคันจิ (君) มีเพียงในท่อนนี้เท่านั้นที่เขียนคำว่าคิมิเป็นตัวฮิรางานะ (きみ) และรวมกับฉากนี้

ผู้ชายคนที่สวมฮู้ดหรือ “ฉันในอดีต” ได้ถอดฮู้ดออกแล้วกลายเป็น ผู้ชายคนที่ไม่สวมฮู้ดหรือ ‘ฉันในปัจจุบัน’ การถอดฮู้ดออกในฉากนี้จึงมีความหมายถึง การบอกลากับตัว “ฉันในอดีต” นั่นเอง ดังนั้นที่บอกว่า ออกเดินทางไปยังเส้นทางที่มีแต่ฉันที่จะไปได้พร้อมกับเธอ ไม่ได้หมายถึงไปกับ “เธอ” (君) แต่เป็นการไปกับ ‘เธอ’ (きみ) ซึ่งคิดได้ว่า “เธอ” (君) หมายถึง “ฉันในอดีต” ส่วน ‘เธอ’ (きみ) น่าจะหมายถึง ‘ฉันในอดีตที่พร้อมเปลี่ยนแปลงแล้ว’

ถ้ามองย้อนไปเนื้อเพลงในฮุคแรกแล้ว “เธอ” (君) อยู่บนรถไฟด้วย

เธอที่ฉันมองเห็นผ่านทางหน้าต่างของรถไฟนั้น
สว่างไสวเหลือเกิน

อย่าลืมว่ารถไฟถูกเปรียบเทียบเป็นโลกที่ ‘ฉันในปัจจุบัน’ บอกลาเพราะสูญเสียความยืดหยุ่นไป ถ้า “เธอ” ที่อยู่ในรถไฟขบวนนั้นจะเป็น “ฉันในอดีต” ก็ให้ความรู้สึกเหมาะสมดี

การพูดถึง “เธอ” จากเนื้อเพลงในท่อนฮุคแรกใช้คำว่า สว่างไสว แต่ในฮุคถัดมากลับกลายเป็นคำว่า มองไม่เห็น แต่ถ้าตีความคำว่า สว่างไสว แล้วจะบอกได้ว่ามันทำให้ มองเห็นได้ไม่สะดวก ถ้าหากเป็นความหมายตามนี้เท่ากับว่าในการดำเนินเรื่องของเพลงเป็นการค่อยๆ แยกห่างออกจาก “ฉันในอดีต” ซึ่งในท่อนฮุคสุดท้ายได้กลายเป็น

โลกใบนั้นที่ฉันมองเห็นมันได้ยืดขยายออกไป
ถึงแม้จะพยายามทำให้ย้อนกลับไปสภาพเดิม
แต่สุดท้ายก็กลับมาบิดเบี้ยวอยู่ดี
ฉันหันหลังให้กับโลกของเธอ
และเก็บเอาไว้เพียงแค่เสียงของเธอ
ที่ได้ยินจากหน้าต่างรถไฟเท่านั้น

ในท่อนสุดท้ายนี้เป็นเหมือนจุดไคล์แมกซ์ของเพลงก็คือการที่ ‘ฉัน’ บอกลากับ “ฉันในอดีต” อย่างเด็ดขาด ซึ่งก่อนหน้านี้เวลาพูดถึง “เธอ” จะใช้คำที่แสดงถึงภาพที่เห็นอย่าง สว่างไสว หรือ มองไม่เห็น แต่ในท่อนฮุคสุดท้ายนี้เปลี่ยนไปพูดถึง เสียง ที่เป็นคำแสดงถึงการได้ยินแทน คุณคามินาริฮิเมะคิดว่าเป็นการเปลี่ยนเพื่อเน้นย้ำการตัดสินใจที่จะไม่หันหลังกลับไปอีกให้ชัดเจนขึ้น

คุณคามินาริฮิเมะจึงสรุปว่าใจความหลักของเพลงนี้คือ การบอกลากับตัวเองในอดีต และวีดีโอนี้ของโทโมริรุสามารถสื่อความหมายของเพลงโดยใช้ทั้งภาพและเนื้อเพลงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นส่วนที่ตัวเขาชื่นชม โดยส่วนตัวของเรา ต้องบอกว่านอกจากเนื้อเพลงของโทโมริรุแล้วทั้งคนวาดภาพอย่างคุณโมนากะและคนทำวีดีโออย่างคุณ Kazz Fukuda มีส่วนอย่างมากในการทำให้วีดีโอนี้ออกมาดีเช่นกันค่ะ

การลองตีความเนื้อเพลง Boku no Miru Sekai, Kimi no Miru Sekai ก็คงจบที่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจถึงสิ่งที่เนื้อเพลงต้องการจะสื่อออกมาได้มากขึ้นไหม ส่วนตัวพออ่านการวิเคราะห์ของคุณคามินาริฮิเมะไปทำให้รู้สึกได้ว่าตัวเอกเหมือน ค่อยๆ ทบทวนตัวเองแล้วแยกห่างจากโลกใบเดิมที่เคยมอง จนออกเดินทางไปยังเส้นทางใหม่ของตัวเอง เก็บไว้แค่ประสบการณ์จากโลกใบเดิมเอาไว้ ออกมาใกล้เคียงกับเรื่องที่โทโมริรุพูดไว้อยู่นะเนี่ย

Tomori’s Tweets

ทิ้งท้ายกันด้วยทวีตของโทโมริรุในช่วงที่อัปโหลดเพลงนี้แล้วกันค่ะ


ทวีตที่บอกใบ้ว่าจะมีอะไรในวันที่ 14 มี.ค.


ทวีตขอบคุณแฟนๆ ทุกคนและบอกว่าวันที่ 14 มี.ค. เป็นวันเดบิวต์ครบ 1,000 วัน


ทวีตที่บอกว่าถ้ามีโอกาสจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเพลงให้ฟัง (ซึ่งเล่าในรายการโทโมริรุแคนเดิล)

เท่านี้ก็จบแล้วนะคะกับเรื่องราวของเพลง Boku no Miru Sekai, Kimi no Miru Sekai ของโทโมริรุ ไว้เจอกันใหม่ในบทความอื่นๆ ค่ะ 🌟

คอมเมนต์กัน!