สวัสดีค่ะ อยากจะมาเล่าเกี่ยวกับการไปดูหนัง Love Live! Sunshine!! Over the Rainbow ที่โรงญี่ปุ่นกับความรู้สึกหลังจากดูสักนิดค่ะ ที่เรามีโอกาสได้ไปดูมามีอยู่สองที่ คือที่ Cinema Sunshine Numazu และ United Cinemas Toyosu


ห้วข้อบทความ

  • โรงหนังที่นูมาสึ (Cinema Sunshine Numazu)
  • บรรยากาศภายในโรง Cinema Sunshine Numazu
  • โรงหนังที่โตเกียวแถวสถานีโทโยสุ (United Cinemas Toyosu)
  • ความรู้สึกต่อฉากจบในรอบสุดท้าย
  • รีวิวโรงหนัง Shinjuku Piccadilly
  • รีวิวโรงหนัง Cinema Sunshine Ikebukuro
  • แถมท้าย  – ภาพเปิดจากหนังโรง Over the Rainbow

– โรงหนังที่นูมาสึ (Cinema Sunshine) –

สำหรับโรงที่นูมาสึจะฉายหนังโรงของเลิฟไลฟ์วันละ 3 รอบ ราคาต่อรอบอยู่ที่ 1,800 เยน และช่วงเลทไนท์ (หลัง 2 ทุ่ม) จะเหลือแค่ 1,300 เยน เราซึ่งไปเที่ยวที่นูมาสึพอดี ก็คิดขึ้นมาได้ว่ามาถึงที่ก็ต้องดูสิ! ชื่อโรงซันไชน์ซะด้วย 🤗 สรุปเลยได้ดูรอบเลทไนท์ 2 รอบ และรอบธรรมดา 1 รอบ โดยการดูโรงที่ญี่ปุ่นควรซื้อก่อนเวลาฉายครึ่งชั่วโมงเพราะถ้าถึงเวลาหรือใกล้เวลามากๆ บางทีเค้าจะปิดการขายนะคะ อ้อ รอบสุดท้ายที่เปลี่ยนของแถมทำแสบมากค่ะ ย้ายเวลารอบสุดท้ายของวัน จากสองทุ่มครึ่งเป็นหกโมงเย็น… ทำให้ไม่มีรอบเลทไนท์ 💸 ส่วนการซื้อตั๋วหนังจะไม่ต่างกับที่ไทยเลยค่ะ จะมีสองวิธีคือซื้อกับพนักงานบอกว่าจะนั่งตำแหน่งไหนและซื้อเอาที่ตู้ โดยถ้าให้แนะนำควรเช็คจากเว็บโรงหนัง เพื่อดูรอบและจำนวนที่นั่งก่อนจะดีที่สุดค่ะ

บรรยากาศบริเวณที่พักก่อนเข้าโรง มีตู้กาชาปองให้หยอดด้วยนะ…..

เราพักอยู่ที่นูมาสึแกรนโฮเตลใช้เวลาเดินอ้อมโลกจากนูมาสึใต้ไปยังโรงหนังที่อยู่นูมาสึเหนือใช้เวลาเกือบ 15 นาที สำหรับใครที่เคยมาเที่ยวนูมาสึคงจะเข้าใจความรู้สึกเจ็บแค้น?! ว่าถ้าจะเดินตัดต้องเสียค่าเดินข้ามสถานี (ขนาดกูเกิ้ลแมปมันยังแนะนำให้เสีย 140 เยนข้ามจากใต้ไปเหนือ) ซึ่งสายประหยัดอย่างเรายอมเดินอ้อมได้ค่ะ 💦 แต่ตอนนั้นกะเวลาผิดไปหน่อย….. จะสองทุ่มแล้วยังแช่น้ำอยู่เลย….. พอดูนาฬิกานี่เกือบวิ่งไปร้องไห้ไป กลัวไปไม่ทัน เพราะหนังฉายสองทุ่มครึ่ง ฝนก็ดันตกอี๊กกกก เดินเป็นนางเอก MV หนาวก็หนาวแต่ทนได้ค่ะ 😷

โปสเตอร์มีลายเซ็นด้วย เซ็นสองใบต่างกันด้วยนะ

โรงที่นี่คนเยอะอยู่นะคะ มีลายเซ็นเซย์ยูบนป้ายหนังเลิฟไลฟ์ด้วย แต่เซตป๊อปคอร์นที่อยากเก็บกล่อง?! หมดแล้ว… เศร้าเล็กๆ พอถึงเวลาเราก็นำตั๋วหนังไปให้พนักงานที่หน้าทางเข้าสแกนเพื่อรับของแถมค่ะ เค้าระบุไว้ด้วยนะว่า 1 คน 1 สิทธิ์ ถึงจะมีตั๋ว 10 ใบ เค้ากะให้ของแถมแค่ 1 นะคะ ระวังตรงนี้ด้วย @[email protected] ! พอเดินได้ของแถมมาทุกคนก็จะรีบแกะมาขิงกันว่าใครได้ลายเซ็นกันมั้ย ซึ่งกริบค่ะ….. โถมาก ลายเซ็นมันหายไปไหน ! (ฮา)


– บรรยากาศภายในโรง Cinema Sunshine Numazu –

ภายในโรงเสียงดี ภาพชัดมากเลยค่ะ ทุกคนดูกันเงียบกริบอย่างมีมารยาทสุดๆ บางฉากขำก็ไม่กล้าหัวเราะ… แต่ไม่แน่ว่าเพราะเค้าดูกันหลายรอบแล้วรึเปล่าเลยไม่ขำกัน รอบแรกๆอาจฮากระจายก็เป็นไปได้ แต่!!! ถึงเค้าไม่หัวเราะกัน แต่ว่าเค้าร้องไห้กันค่ะ….. ตอนเราไปดูรอบแรกเค้าร้องไห้กันตั้งแต่ตอนที่จิกะมาคุยกับคานันที่โรงแรม ที่พูดถึงความรู้สึกที่ยังคงอยู่กับพวกจิกะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหน ที่รูบี้ปฏิเสธเช็ดผม และอื่นๆอีกมากมาย เหมือนเค้าซึบซับความรู้สึกทีละนิดจากรอบก่อนๆ ตีความเข้าใจจนสามารถดูด้วยอารมณ์ ทำให้ซาบซึ้งกันได้ขนาดนี้ พอมาเพลง Next SPARKLING!! นี่… แค่เริ่มนับ 1 – 9 ข้างหน้าเราสะอื้นร้องไห้ก่อนเลยค่ะ ตามด้วยด้านซ้ายมือเรา ไล่มาเรื่อยๆเป็นเวฟ…. พอเห็นร้องเราก็ร้องตาม 555 พอร้องคนขวาก็ร้องงงงงงงง 555555 โอ้ย เป็นความรู้สึกที่ยากจะลืมเลือนมากๆ ตอนดูไทยที่ยังแค่คลอๆนะคะ อยู่นี่น้ำตาแตก (อาจเพราะร้องตามคนอื่น 555) พอดูเสร็จชั้นล่างโรงก็มีตู้ SIFAC พอดีค่ะ ไปเล่น 1 จึก เขียนคำอวยพรวันเกิดให้มารุจังไว้ด้วย   อีกสองวันที่เหลือก็ประมาณนี้ค่ะ กลับที่พักราวๆเที่ยงคืน เป็นการใช้เวลาในเมืองนี้ได้คุ้มค่าสุดๆไปเลย 😂

ใต้โรงหนังที่นี่มีร้านเกม รวมทั้งมีตู้ SIFAC ด้วยนะคะ

ตอนเช้าตรู่มีคนมารอเข้าร้านเกมตั้งแต่ยังไม่เปิดเลย


– โรงหนังแถวสถานีโทโยสุ United Cinemas Toyosu –

พอดูไปสามรอบเราก็ต้องกลับโตเกียวแล้วค่ะ ของแถมเปลี่ยนพอดีเลยกะไปดูที่โตเกียวอีกรอบ ก็ได้ไปดูโรงแถวสถานีโทโยสุ ตอนแรกไม่ได้กะดูที่โรงนี้นะคะ ตอนกลับจากนูมาสึมาโตเกียวกะจะหาโรงที่ชินจูกุไม่ก็ที่อิเคะบุคุโระ ปรากฎเต็มที่ทุกที ทุกรอบ…. เกือบได้ร้องไห้อีกแล้ว มาโชคดีเจอโรงหนังที่โทโยสุ แต่คุณพระ มีแค่รอบเช้า 8 โมง 40 ค่ะ !

การเดินทางมาสถานีนี้ เราเช็คจากกูเกิ้ลแมป จากมินามิเซ็นจูไปโทโยสุ ใช้เวลาเดินทางราวๆ 52 นาที เราเลยต้องวางแผน ว่าเราต้องออกเดินทาง 7 โมงเช้า ทีนี้เผื่อเดินหลงอีกครึ่งชั่วโมง = ต้องออกอย่างช้าสุด 6.30 น. เราอาบน้ำแต่งตัวเร็วสุดก็ 30 นาที เผื่อเวลางัวเงียหาของอีก เลยตื่นมันตั้งแต่ตี 5 ค่ะ นับเป็นประสบการณ์ตื่นตี 5 เพื่อไปดูหนังครั้งแรกในชีวิต……

ตอนนั่งรถไปก็เช็คจำนวนที่นั่งในโรง 72 ที่นั่ง…. งานงอกอีกแล้วแต่ก็คิดในใจว่ามาเช้าขนาดนี้น่าจะมีโอกาสมั้ง พอไปถึงสถานีก็รีบบึ่งเลยค่ะ เดินหลงด้วยอีกตามคาด 😑 สุดท้ายก็เดินตามคนห้อยของเลิฟไลฟ์ค่ะ 555 พอเดินไปห้างจุดหมายทุกคนก็หาทางขึ้นไปยังส่วนโรงหนัง ปรากฎบันไดเลื่อนเปิด 10 โมง ลิฟต์เปิด 8.30 น. อ้าว แล้วหนัง 8.40 น. เริ่มหน้าซีดอีกครั้ง…….

ยังไม่มีร้านเปิดสักร้าน ตอนนั้นใจตุ๊มๆต่อมๆ มากกกกกกก คิดว่ามายืนรอผิดที่มั้ย แต่เห็นที่คนที่ยืนหน้าลิฟต์ล้วนกด SIF กันทั่วหน้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาค่ะ โอ้ย 5555

เลยต้องมายืนรอหน้าลิฟต์ค่ะ หน้าเริ่มซีดเพราะกลัวว่าต้องจองออนไลน์เท่านั้นรึเปล่านะ พอได้เวลา 8.30 น. เป๊ะทุกคนก็รีบขึ้นลิฟต์กัน พอลิฟต์เปิดก็โกยหน้าตั้งกันมากกกกกกกกกกกกก ไปซื้อตั๋วรับของแถมแล้วก็เข้าโรงค่ะ โล่งอก…. พอเราเข้ามานั่งก็เหลือบไปเห็นคนอื่นๆถือเซ็ตป๊อปคอร์น Aqours ปี 3 มาด้วย เราเลยต้องรีบวิ่งออกไปซื้อมาบ้างค่ะ รสโชยุบัตเตอร์อร่อยมากๆๆๆๆๆ

อร่อยจนแสงออกปากค่ะะะะ

ปกติเราไม่ใช่สายป๊อปคอร์นยังกินเกลี้ยงเลย ทานหมดตอนเริ่มเพลง Brightest Melody พอดีเลยด้วยนะ อ้อ ที่นี่ค่าตั๋วหนัง 1,800 เยน และ ป๊อปคอร์น 1,200 เยนค่ะ มีของแถมและแน่นอนว่าเราพับกล่องและถุงกลับบ้านด้วย 55

โรงเล็กๆน่ารักๆค่ะ :D

– ความรู้สึกต่อฉากจบในรอบสุดท้าย –

จะเล่าถึงการดูหนังรอบสุดท้ายหน่อยนะคะ สำหรับรอบสุดท้าย เราที่ดูมาหลายรอบก็เริ่มซึมซับบางสิ่งบางอย่างมาแล้วเหมือนกัน หลายๆฉากเราก็เริ่มน้ำตาซึมออกมา พอคิดตามน้ำตามันก็เริ่มตก 😭 อยากเช็ดแต่มือเลอะป๊อปคอร์น… (ฮา) จริงๆน้ำตาซึมตั้งแต่เพลงเปิดด้วยซ้ำค่ะ คิดถึงเมืองนูมาสึ ขนาดพึ่งกลับมาวันเดียวนะ 555

จนมาถึงเพลงสุดท้าย เราก็คิดถึงคำพูดของคานัน คิดถึงการอุปมาอุปไมยว่าปี 3 ก็ไม่ได้หายไปไหน ความรู้สึกจะอยู่ที่ “ตรงนี้” และอยู่ตลอดไป พอขึ้นเครดิต น้ำตาก็ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างเลยค่ะ เพราะเราค้นพบคำตอบบางอย่างในฉากจบแล้ว คิดในใจว่าเข้าใจแล้วๆๆ พบแล้วๆๆ จริงด้วย มันเป็นแบบนี้นี่เองสินะ!! สุดท้ายแล้ว Aqours ทุกคนไม่ได้หายไปไหน ความรู้สึกรักที่มีให้กับ Aqours (รวมทั้งมิวส์ด้วย) จะไม่มีวันจางหายไปตลอดกาล ….นั่นสินะ เราจะกังวลไปทำไมว่ามันจบไปแล้ว จริงๆมันไม่ได้จบลงสักหน่อย แค่หลับตาก็รู้ได้แล้วว่าทุกคนยังอยู่ที่ตรงนี้…. พอคิดแบบนี้น้ำตาก็ไหลไม่หยุดเลยค่ะ

จริงๆแล้วการตีความของแต่ละคนก็คงจะต่างกันออกไป ก๊อปปี้จากที่พี่คานันเคยพูดไว้ว่า คำตอบน่ะจะบอกก็ได้ แต่มันคงไม่ได้ประโยชน์อะไร พวกจิกะต้องค้นหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง ซึ่งเราเองก็ได้เจอคำตอบนั้นแล้วค่ะ หวังว่าเพื่อนๆจะได้พบคำตอนนั้นในแบบฉบับของตนเองกันนะคะ

รวมๆ หางตั๋วที่ไปดูมาค่ะ


– รีวิวโรงหนัง Shinjuku Piccadilly –

ตรงนี้เป็นส่วนของ Wซัง เองครับ

ได้ไปดูหนังโรงเลิฟไลฟ์ซันไชน์ฯ มาเหมือนกัน เพื่อความเก็บไว้ค้นหาได้ง่ายเลยจะขออัพที่เดียวกันไปเลยนี่หละ โดยโรงที่ดูนี่ค่อนข้างจะใหม่เลยทีเดียว มันชื่อโรงหนัง Shinjuku Piccadilly (新宿ピカデリー) เป็นโรงที่ค่อนข้างใหม่สดอยู่บริเวณด้านตะวันออกของสถานีชินจูกุอันแสนซับซ้อน สาเหตุที่ได้มาดูในโรงนี้เนื่องจากว่าตอนที่เหยียบญี่ปุ่นวันแรกประจำปี 2019 ก็มีภารกิจว่าจะไปดูหนังโรงของ LL!SS!! พอดี และโรงนี้เป็นโรงเดียวที่ยังพอมีที่ว่างตอนรอบ 21:05 ~ 23:00 น. หรือเป็นรอบสุดท้ายของวัน (รอบที่หัวค่ำกว่านี้ก็เต็มหมดแล้ว และวันอื่นๆ พวกเราก็อาจจะไม่ว่าง) เลยถ่อไปดูกันกับแฮปปุย

Shinjuku Piccadilly

การเดินหาโรงหนังนั้นไม่ยากนัก อาคารค่อนข้างเด่นและใหม่ อยู่ใกล้กับร้านอนิเมทสาขาชินจูกุด้วย แถวนี้แม้จะยามดึกดื่นก็ยังคงมีผู้คนมากมายหลากหลาย (แถมอยู่ใกล้คาบูกิโจ ย่านท่องเที่ยวยามราตรี) โดยหากเดินมาดูหนังที่นี่ก็สามารถจะเดินเล่นช็อปปิ้งซื้อของฆ่าเวลารอดูหนังได้ หรือจะแวะไป ศาลเจ้าฮานาโซโนะ ที่อยู่ใกล้ๆ ก็ยังได้เลยนะ

เข้าเรื่องการรีวิวโรงหนัง ตามที่เกริ่นว่าโรงที่นี่ค่อนข้างใหม่ ทำให้ไกจินแบบผมก็สามารถซื้อตั๋วและตรวจสอบรอบฉายได้จากหน้าโรงด้วยระบบเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ เปลี่ยนภาษาได้ด้วย แน่นอนว่ามีบูทขายอาหารว่างที่ดูดีให้ซื้อกันก่อนกิน (แต่ชุดป๊อปคอร์นไม่มีแล้ว หมดสิ้นจ้า) ที่แปลกใจคือมีบอร์ดแปะกระดาษที่พิมพ์ตารางฉายหนังแต่ละเรื่องในทุกวันไว้ด้วย ในความทันสมัย ก็มีความคลาสสิคแฝงอยู่ด้วยนะ


ป้ายบอกรอบแบบคลาสสิค

สำหรับการฉายที่โรงนี้จะมีร้านเฉพาะกิจของหนังโรง LL!SS!! ขายพวกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเรื่องด้วย ของหลายอย่างก็หมดไปตามเวลา แต่ของสำคัญๆ แบบแพมเพล็ตยังคงหาซื้อได้ โดยตอนซื้อก็ไม่ได้มีการตรวจว่าเรามาดูหนังอะไรแต่อย่างใด เดินมาซื้อตรงๆ ก็น่าจะได้

สำหรับการเวลาในการเข้าโรงหนังจะเรียกเข้าก่อนเวลาฉายแค่ประมาณ 10 (หรือ 5) นาทีเท่านั้นเอง โดยจะได้รับของที่ระลึกก่อนเข้าฉายด้วย (ตอนที่มานี่จะแจกเป็นมินิชิกิชิแบบสุ่มตัวละครหละ) สำหรับโรงที่นี่ ถ้าจะให้พูดก็คือความชัดของจออยู่ในระดับสูงมากถึงขีดสุด ชัดเจนมาก!! เสียงไม่กระหึ่มมากเท่าใดแต่ว่ารายละเอียดของเสียงครบถ้วน ที่นั่งเล็กมาก แคบมาก สำหรับพวกเราที่มีทั้งเป้สะพายและเสื้อหนาวแบบหนาๆ (เพราะช่วงที่มานี่ อากาศหนาวมากๆ เกือบจะ 0 องศาอยู่แล้ว) นับว่าเกะกะมากเลยทีเดียว ตรงจุดนี้ โรงหนังในไทยจัดว่าชนะขาดเลยสำหรับด้านความสบายในการนั่ง (แม้จะเทียบกับที่นั่งธรรมดาก็ตาม)

ที่ญี่ปุ่นนี่หนังฉายค่อนข้างตรงเวลา (นับ 5 นาทีจากกำหนดการได้เลย เริ่มฉายโดยไม่มีโฆษณาจุกจิก แต่มีตัวอย่างหนังนิดหน่อยแค่นั้น) มารยาทในการดูหนังของทุกคนก็สูงเลยทีเดียว เงียบกริบ ไม่มีเล่นมือถือให้แสงแยงตา เลย ประทับใจดีครับ

ตรวจตั๋วและแจกของก่อนเข้าชม

หนังฉายจบตอน 23:00 น. และด้วยระบบการเดินทางอันแสนสะดวกของญี่ปุ่น แม้จะเลิกดึกป่านนี้ก็ยังกลับที่พักได้อย่างรวดเร็วเช่นเคยและดูปลอดภัยแบบสบายๆ  สำหรับโรงหนังที่ชินจูกุนี่ก็จัดว่าดีเลยทีเดียว อาจจะติดลบที่ความแคบ แต่อื่นๆ จัดว่าดีงาม สามารถให้คะแนนในแง่ที่สูงได้เลย


รีวิวโรงหนัง Cinema Sunshine Ikebukuro

สุดเช้าก็ให้บริการคือคำจำกัดความของโรงหนังญี่ปุ่นครับ (?) เหมือนที่ Sจัง รีวิวโรงหนังในเครือ United ที่เปิดบริการในช่วงเช้าไปแล้ว โรงหนังในเครือ Cinema Sunshine เองก็เปิดให้บริการแต่เช้าตรู่เหมือนกัน โดยผมเองก็เช็คจากเว็บไซต์ของโรงหนังสาขานี้แล้วก็ตื่นเช้าตรู่เพื่อไปรอดูรอบ 8:45 น. เช่นกันครับ (ถึงจะไม่ต้องตื่นตี 5 แบบเอสจังก็ถือว่าเป็นการดูหนังที่เช้าเมื่อเทียบกับเมืองไทยที่รอบเช้าสุดก็ 10:30 น.)

โรงนี้ตั้งอยู่ในย่านการค้าหลักของอิเคะบุคุโระ  หาง่ายแน่นอน.. แล้วก็เช่นเดิม เช้าตรู่แบบนี้ไม่มีอาหารอะไรให้ซื้อกินเลย ดังนั้นก็อย่าลืมทานให้อิ่มจากแฟมิมาร์ทหรือเซเว่นแถวที่พักนะครับ

Cinema Sunshine Ikebukuro ยามเช้าตรู่

ตอนมาถึงหน้าโรงก็นึกว่าไม่เปิดซะแล้ว.. แต่ว่าพนักงานขายตั๋วก็มายืนประจำเคาท์เตอร์อยู่แล้ว สาขานี้ซื้อได้ทั้งกับพนักงาน และข้างในก็มีตู้ซื้ออัตโนมัติด้วย (แต่บางทีรอบเช้าๆแบบนี้อาจจะไม่มีขึ้นในตู้ (?) ฉะนั้นซื้อกับพนักงานดีกว่าครับ)

โรงที่จะได้ไปดูคือโรง 1 ซึ่งทางเข้าอยู่ข้างๆ และต้องรอประตูเปิดตอน 8:30 น. เพื่อเข้าไปในโรงหนังที่อยู่ชั้นใต้ดิน ตอนที่มารอนี่ก็มีไลเวอร์จำนวนหนึ่งมาต่อคิวแล้วหละ ทั้งๆ ที่ได้เข้าทุกคนแต่ก็มาต่อคิวกัน ชาวญี่ปุ่นนี่ญี่ปุ่นจริงๆ

อ้อ ป๊อปคอร์นสดใหม่ของที่นี่พร้อมให้บริการตั้งแต่เปิดด้วยครับ แล้วที่ดีสุดเลือกที่จะทานพร้อมกาแฟอเมริกาโนเย็นไม่ใส่น้ำตาลได้ ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นที่หาไม่ได้ในไทยด้วยนะ ในไทยไม่ให้เอากาแฟเข้าส่วนในหน้าโรง… (และไม่มีขาย) พอถึงเวลาก่อนหนังฉาย 5 นาทีก็เปิดให้เข้าพร้อมรับของแถม

และสาเหตุของการมาดูอีกรอบเพราะอยากได้ของแถมเป็นฟิล์มภาพยนตร์แบบสุ่มจากเรื่อง ชาวกาจาก็ต้องชอบไรแบบนี้แหละเนอะ..

การดูหนังในโรงที่อิเคะนี่นั่งสบายกว่าที่ชินจูกุเล็กน้อยครับ ที่นั่งใหญ่กว่าเล็กน้อย มารยาทของผู้คนก็ยังจัดว่าดีเหมือนเดิม แม้จะมีบางส่วน (5 – 10 คน) ที่เดินออกไปเพราะจะไปรอซื้อตั๋วรอบต่อไปลุ้นของแถม แต่ก็เดินออกกันเงียบๆ อย่างมีมารยาทดีครับ

จริงๆ หลังจากดูจบ คิดว่าจะดูอีกรอบเพื่อสุ่มฟิล์มตัดอีกครั้งชดเชยจากความเกลือ แต่ว่าโรงหนังที่ญี่ปุ่นนี้ไม่ให้ซื้อตั๋วก่อนเวลาฉายแค่ 5 นาทีครับ จำเป็นต้องซื้อก่อนนั้น และไม่มีการขายหลังหนังฉายอย่างแน่นอน สมเป็นประเทศที่เคร่งครัดจริงๆ


แถมท้าย – ภาพเปิดจากหนังโรง Over the Rainbow

ตอนที่ไปดูนี่ มีช่วงให้ถ่ายภาพก่อนหนังฉาย (เรียกว่า Photo Session) โดยจะมีการเรียงลำดับแต่ละสมาชิกแวะมาทักทายให้ถ่ายรูปด้วยมือถือเพื่อไปโพสใน SNS กันคนละ 1 สัปดาห์ เป็นกิมมิคเล็กๆ ที่ทำให้แฟนของเรื่องนี้อยากเข้าไปถ่ายรูปหรือฟังบทพูดกันได้ จากข้างบนนี้พวกเราไปดูกันรวม 4 รอบที่ญี่ปุ่น ก็เลยมี 4 ภาพ

ในรอบที่ LL!SS!! ฉายที่ไทยก็มีช่วงถ่ายภาพแบบนี้ด้วยนะ แล้วก็มีครบทุกคนเลยครบถ้วนมากๆ!

คอมเมนต์กัน!