TokyoAround-4200553

จู่ๆการท่องเที่ยวในเมืองของพวกเราก็ตัดรสชาติอย่างแรงด้วยการเที่ยวในวันนี้! มาติดตามกันต่อกับบทความตอนที่ 4 ของซีรีส์ “ญี่ปุ่นไปรอบๆ” สำหรับตอนอื่นๆติดตามได้ในสารบัญเน้อ

สารบัญ: ญี่ปุ่นไปรอบๆ

วันที่ 20 เมษายน 2015

ตื่นเช้ามากเป็นพิเศษ เพราะตามตารางทริปและตั๋วที่จัดแจงซื้อมาตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่น วันนี้ทั้งคณะของเราจะออกไปที่เมืองนิกโก้ (Nikko, 日光) ที่อยู่ในจังหวัดโทชิกิกัน โดยตัวเมืองนิกโก้นี้ห่างจากโตเกียวไปทางทิศเหนือประมาณ 140 กิโลเมตรและเป็นเมืองในทิวเขาที่ภูมิทัศน์สวยงาม มีมรดกโลกขนาดใหญ่หลายแห่งให้ได้เที่ยวชม เรียกว่าเป็นการมาเที่ยวในอีกรสชาติจากสองสามวันแรกโดยสิ้นเชิง

โดยสำหรับการเตรียมตัวเพื่อไปทริปนิกโก้ในวันนี้เราทำการซื้อตั๋วออลนิกโก้พาส (ALL NIKKO PASS) มาจากที่สนามบินนาริตะเรียบร้อยแล้วในราคา 4,520 เยน ซึ่งจะทำให้พวกเราสามารถเดินทางด้วยรถไฟจากโตเกียวไปนิกโก้ได้ 1 รอบไป-กลับ รวมกับค่ารถบัสในเขตตัวเมืองนิกโก้ที่มีราคาสูงมาก โดยเมื่อเทียบค่าเดินทางและคำนวนมาแล้วก็คุ้มค่าที่จะสอย สำหรับการเตรียมตัวอื่นๆก็จะเป็น เตรียมกระเป๋าใส่เสื้อผ้าสำหรับไปค้าง 1 คืน การเตรียมแผนที่รถบัสและตารางเวลา

อนึ่งการไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นที่ท่องเที่ยวของชาวญี่ปุ่นเองแบบนี้ ชาวต่างประเทศแบบเราๆควรจัดสรรวันเดินทางไม่ให้ตรงกับเสาร์-อาทิตย์ด้วยจะเป็นการดี เนื่องจากจะได้หลีกเลี่ยงคลื่นมหาชนและรถติดที่จะทำให้การเดินทางล่าช้ากว่าที่ควรเมื่อไปขึ้นรถบัสในตัวเมือง

การเดินทางเริ่มอย่างเช้าตรู่ เหลือบดูท้องฟ้าหม่นๆเล็กน้อยเริ่มต้นเดินทางโดยไปที่สถานีรถไฟใต้ดินอาซากุสะ แล้วออกประตู 7 เพื่อไปสู่สถานี โทบุ อาซากุสะ (Tobu Asakusa) โดยรถไฟที่จะไปนิกโก้นั้นจะเป็นสายโทบุนิกโก้ (TOBU NIKKO Line) หรือในตัวโตเกียวจะเรียกสายโทบุสกายทรี (TOBU SKYTREE Line) ในแถวๆนี้ผู้คนมักจะสับสนกัน เพราะคำว่าสถานีอาซากุสะแต่มีหลายสถานีนี่แหละ มีทั้งสายกินซ่า สายโทเอย์ สายโทบุ.. แอบงงตอนแรกเช่นกัน

ลงสถานีเมโทรอาซากุสะแล้วหาป้ายไปสถานีโทบุ

ลงสถานีเมโทรอาซากุสะแล้วหาป้ายไปยังสายโทบุสกายทรี

สถานีโทบุอาซากุสะ

สถานีโทบุอาซากุสะ

พอไปถึงก็ไปดูตารางเวลากันก่อน และพบว่ายังพอมีเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงให้เลือกซื้ออาหารขนมเครื่องดื่มไปนั่งกินบนรถไฟกันได้ แถวๆบริเวณนี้อยู่ใกล้กับตึกอาซาฮีที่มีฟองเบียร์สีทองขนาดยักษ์บนตึกด้วย เลยแวะถ่ายรูปซักหน่อยด้วยตามเวลาที่ยังมี

สะพานข้ามแม่น้ำซุมิดะและอาคารอาซาฮี

สะพานข้ามแม่น้ำซุมิดะและตึกอาซาฮีที่โดดเด่น

แวะร้านสะดวกซื้อแถวๆนั้น

แวะร้านสะดวกซื้อแถวๆนั้น

บังเอิญว่าร้านนี้ดูเป็นร้านที่ไม่ใช่เชนใหญ่ๆแบบลอว์สัน เลยมีพวกกับข้าวทำเองมาวางด้วย เป็นการสร้างจุดเด่นที่ชัดเจนดี

ดูใหม่สดดี แซนวิชน่ากินมาก

ดูใหม่สดดี แซนวิชน่ากินมาก

TokyoAround-4200552

อาหารการกินเยอะมาก คือดีเหลือเกิน

ที่ตลกคือน้องพนักงานพาร์ทไทม์ของร้านนี้คิดเงินไวมากดั่งสำเร็จสกิลค้าขายเลเวลเต็ม อาจจะแวะมาทำงานพิเศษก่อนไปเรียนมหาลัยต่อก็เป็นได้ หลังจากซื้อเสบียงเสร็จก็ไปรอขึ้นรถกันที่สถานี โดยเมื่อรอๆก็ได้พบว่าตอนนี้เป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นนี่เอง (7:30 น.) คนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลออกมาจากรถไฟแบบที่เพิ่งเคยเห็นตอนนี้ครั้งแรก

คลื่นซาลารี่แมนจำนวนมาก

คลื่นซาลารี่แมนจำนวนมาก

พอได้เวลาก็ไปรอขึ้นรถไปนิกโก้กัน โดยรถที่เราจะขึ้นเป็นรถแบบธรรมดาสุดจากพาส (Rapid (快速)) ไปแบบไม่ไวนัก และต้องขึ้นให้ถูกตู้ด้วย (ตู้ 5 และ 6) เพราะระหว่างทางไปจะมีการแยกส่วนรถออกเป็นสองปลายทาง ถ้าขึ้นผิดต้องเสียเวลากันอีกมากมาย

ตู้ที่จะไปนิกโก้จะมีบอกไว้อย่างเด่นชัด

ตู้ที่จะไปนิกโก้จะมีบอกไว้อย่างเด่นชัด

หน้าตาของขบวนที่จะไปกัน

หน้าตาของขบวนที่จะไปกัน

ที่นั่งแคบ..เอาเป็นว่าเข่าห่างกันประมาณ 5 เซนติเมตรเลยทีเดียว

ที่นั่งแคบ..เอาเป็นว่าเข่าห่างกันประมาณ 5 เซนติเมตรเลยทีเดียว

การเดินทางด้วยรถไฟสายโทบุนิกโก้แบบธรรมดาๆนี้แม้จะไม่ต้องจ่ายเพิ่มแต่ก็แลกมาด้วยความไม่สบายในการนั่งเล็กน้อย ถ้ามีงบจ่ายเพิ่มกันคนละประมาณ 800 กว่าเยนก็สามารถอัพเกรดไปนั่งรถด่วนได้ แต่ว่าถ้าเดินทางในวันธรรมดาคนน้อยๆก็เฉลี่ยกันไปแต่ละเก้าอี้ได้ไม่เสียหาย

ระหว่างการเดินทางก็ได้พบเจอวิวต่างๆตั้งแต่ในตัวเมืองไล่ออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ เพลิดเพลินตามประสาคนต่างชาติ แม้ว่าจะมีหลายเวลาที่นอนงีบไปก็เถอะ

วางสัมภาระด้านบนจะได้ไม่เกะกะ

วางสัมภาระด้านบนจะได้ไม่เกะกะ

ข้ามแม่น้ำซุมิดะออกจากโตเกียว ฟ้าหม่นน่าดูชม

ข้ามแม่น้ำซุมิดะออกจากโตเกียว ฟ้าหม่นน่าดูชม

เตี้ยอยู่ขวดเดียว

เตี้ยอยู่ขวดเดียว

บ้านคนที่ดูบ้านนอกขึ้นเรื่อยๆ ดูยังกับออกหลุดมาจากเรื่องโดราเอมอน

บ้านคนที่ดูบ้านนอกขึ้นเรื่อยๆ ดูยังกับออกหลุดมาจากเรื่องโดราเอมอน

ระหว่างการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงก็ได้พบว่าสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดอย่างฝน ก็เริ่มโปรยปรายมาแล้ว พลางคิดว่าขออย่าให้ตกหนักมากไปจนเดินไม่ได้ เอาพรำๆก็พอ (ต่อรองกับใคร) แต่การพบเจอสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาดก็นับเป็นรสชาติของการเดินทาง

แต่วันนี้อาจจะคิดถูกที่ออกมานอกเมืองก็ได้ เพราะจากที่ทราบมา โตเกียวในวันนี้ฝนตกหนักมากๆจนเดินเที่ยวอะไรไม่ได้เลย เรียกได้ว่าเป็นโชคในคราวเคราะห์ละกัน พอเวลาล่วงเลยไป ถึงจุดหมายที่นิกโก้ ก็ลงมาสัมผัสบรรยากาศของต่างจังหวัดญี่ปุ่นกันเป็นครั้งแรก

ขอบคุณคุณคนขับรถไฟด้วย '3'/

ขอบคุณคุณคนขับรถไฟด้วย ‘3’/

บรรยากาศสถานีโทบุนิกโก้

บรรยากาศสถานีโทบุนิกโก้

ตู้กดน้ำหยอดเหรียญเริ่มมีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น

ตู้กดน้ำหยอดเหรียญเริ่มมีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น

พอมาถึงภายในตัวอาคารรองรับของสถานีก็ได้พบว่ามีฝนตกพรำๆ แต่ยังพออยู่ในวิสัยที่กางร่มเดินได้สบายๆ เลยจัดแจงซื้อร่มกันก่อน (300 เยน ร่มใสมาตรฐาน) หยิบแผนที่และตารางรถบัสจากแถวนั้นมาประกอบการเดินทางๆ จากนั้นก็ตรงไปขึ้นรถบัสไปเที่ยวชมธรรมชาติกันเลย~!

ตัวอาคารสถานีรถไฟโทบุนิกโก้

ตัวอาคารสถานีรถไฟโทบุนิกโก้

ตัวเมืองนิกโก้ที่ดูสวยงามเงียบสงบ บรรยากาศดี อากาศสะอาด

ตัวเมืองนิกโก้ที่ดูสวยงามเงียบสงบ บรรยากาศดี อากาศสะอาด (ตรงหลังคาสามเหลี่ยมกลางภาพคือสถานีรถบัส)

ฝนตกโปรยปรายแต่ยังอยู่ในวิสัยที่ชื่นชมตัวเมืองได้

ฝนตกโปรยปรายแต่ยังอยู่ในวิสัยที่ชื่นชมตัวเมืองได้

ตอนนี้สูง 543 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ตอนนี้สูง 543 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

น้ำพุ

หินและน้ำพุกลางเมือง

นิกโก้: ภาคเที่ยวชมธรรมชาติ

ก่อนเข้าสู่การเที่ยวชม ต้องเข้าใจหลักการเดินทางด้วยรถบัสในนิกโก้ก่อน หลักๆของการเดินทางด้วยรถบัสในเมืองนิกโก้นั้นแบ่งเป็นสาย 2A, 2B และ 2C โดยเส้นทางเป็นดังนี้

  • สาย 2A ไปสุดส่วนที่ไกลสุดและลึกสุดของนิกโก้คือ ยูโมโตะออนเซน (Yumoto-Onsen, 湯元温泉) แหล่งเที่ยวน้ำพุร้อน น้ำตก และโรงแรมรีสอร์ต
  • สาย 2B ไปสุดที่ป้ายชูเซนจิออนเซน (Chuzenji-Onsen, 中禅寺温泉) ป้าย 24 และวนกลับมาที่เดิม โดยสาย 2A เองก็ไปถึงป้ายนี้ได้ด้วยเช่นกัน
  • สาย 2C เป็นสายมรดกโลก จะวนในเขตตัวมรดกโลกเท่านั้น

ตามที่วางแผนไว้คือจะไปแค่ที่ทะเลสาบชูเซนจิ แล้วกลับมาตอนเที่ยงๆบ่ายๆ ช่วงบ่ายถึงเย็นเที่ยวมรดกโลก ฉะนั้นช่วงเช้าเราจึงขึ้นรถบัสสาย 2A จากป้าย 2 กันเลย โดยรถบัสในเขตตัวเมืองนิกโก้นี่เราขึ้นได้ทั้งหมดด้วยการโชว์ตั๋วออลนิกโก้พาสที่ได้ซื้อไว้ (อย่าเผลอเอาพาสโมการ์ดไปแปะตอนขึ้นหละจะเสียทรัพย์เอาเปล่าๆ ค่ารถบัสแพงด้วย)

เดินทางด้วยบัสสาย 2A

เดินทางด้วยบัสสาย 2A

สภาพในรถบัส ดูดีแบบรถทัวร์เลยทีเดียว มีป้ายบอกราคาอยู่ไกลๆด้วย

สภาพในรถบัส ดูดีแบบรถทัวร์เลยทีเดียว มีป้ายบอกราคาอยู่ไกลๆด้วย

การขึ้นรถบัสในญี่ปุ่นตามปกติแบบไม่ใช้พาส ตอนขึ้นเราก็เอาพาสโมหรือซุยกะไปแปะ.. แล้วตอนลงก็แปะอีกที โดยราคาที่จะโดนหักจะขึ้นบนบอร์ดในรถที่จะแสดงให้เห็น เช่น เราขึ้นจากสถานี 2 ราคาในช่องสถานี 2 ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามระยะทางที่เราเดินทางไป ส่วนถ้าไม่มีพาสโม ก็จะได้ตั๋วมาตอนขึ้นให้เก็บไว้จนตอนลงก็ชำระตามราคาเช่นกัน ตู้ทอนเหรียญมีกันในรถนั่นหละ สะดวกและมีประสิทธิภาพแบบไม่น่าเชื่อ

ส่วนการลงนั้นให้กดกริ่งตามป้ายที่จะลง โดยมากจะจอดเฉพาะป้ายใหญ่ๆ ป้ายเล็กๆนั้นถ้าไม่กดก็ไม่ได้ลงนั่นเอง (โดยมากป้ายเล็กๆจะเป็นเชิงเขา ที่ๆไม่มีคน หรือบ้านคนทั่วๆไป ป้ายที่จอดแน่ๆคือแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลาย)

กริ่งบนรถบัส

กริ่งบนรถบัส

บรรยากาศระหว่างการเดินทางขึ้นเขาด้วยรถบัส

บรรยากาศระหว่างการเดินทางขึ้นเขาด้วยรถบัส

แม้ฟ้าจะหม่นแต่วิวนั้นอลังการดีเลยเชียว

แม้ฟ้าจะหม่นแต่วิวนั้นอลังการดีเลยเชียว

คนขับชำนาญและใช้ความเร็วได้คงที่มาก จอดป้ายเป๊ะ

คนขับชำนาญและใช้ความเร็วได้คงที่มาก จอดป้ายเป๊ะ

หลังจากได้ขึ้นรถบัส จุดมุ่งหมายแรกคือการขึ้นเขาไปชมบรรยากาศโดยรวมที่ป้าย 23 กระเช้าลอยฟ้าอาเคชิไดระ (Akechidaira Ropeway, 明智平ロープウェイ) โดยป้ายนี้จะผ่านเฉพาะขาขึ้นเท่านั้น มีจุดเด่นคือเป็นป้ายที่สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปยอดเขาสูงสุดในเมืองนิกโก้เพื่อชื่นชมบรรยากาศโดยรวมได้ ด้วยเหตุนี้จึงสมควรแวะกันซักหน่อย

ป้ายที่ 23 อาเคชิไดระ

ป้ายที่ 23 อาเคชิไดระ

อนึ่งค่าใช้จ่ายในการขึ้นกระเช้าอยู่ที่ 730 เยนต่อคนเท่านั้นเอง เทียบกับวิวที่ได้รับถือว่าคุ้มโอเคเลย

ป้ายแนะนำสถานที่ (ไม่มีภาษาต่างชาติ..)

ป้ายแนะนำสถานที่ (ไม่มีภาษาต่างชาติ..)

บริเวณสถานีกระเช้าลอยฟ้า

บริเวณสถานีกระเช้าลอยฟ้า

ระวังลิง เอ๊ะ นี่อยู่ลพบุรีสินะ

ระวังลิง เอ๊ะ นี่อยู่ลพบุรีสินะ

ทางลงไปขึ้นกระเช้า ราคาต่อคน 730 เยน

ทางลงไปขึ้นกระเช้า ราคาต่อคน 730 เยน

กระเช้า ความจุ 12 คน มีทั้งที่นั่งและยืน

กระเช้า ความจุ 12 คน มีทั้งที่นั่งและยืน

สนุกดีใช้ได้เลย (ฮา)

สนุกดีใช้ได้เลย (ฮา)

มองย้อนลงไป สูงกว่าที่คิด

มองย้อนลงไป สูงกว่าที่คิด

ด้านบนที่เป็นจุดชมวิวนั้นสวยกว่าที่คิด วิวในบริเวณทิวเขานี้สะกดสายตาได้ดีเลยทีเดียว บางทีการที่ได้มาในช่วงที่ฝนตกและหมอกลงก็ทำให้ได้รู้สึกถึงธรรมชาติอย่างแท้จริงไปอีกแบบด้วย

TokyoAround-4200612

มุมมองจากด้านบนสุด มองได้ไกลไปถึงน้ำตกเคกอนและทะเลสาบชูเซนจิด้วย

สันเขาชัดเจน

สันเขาชัดเจน

เป็นพื้นที่เล็กๆ ชมบรรยากาศ

เป็นพื้นที่เล็กๆ ชมบรรยากาศ

กล้องส่องทางไกลหยอดเหรียญครั้งละ 100 เยน

กล้องส่องทางไกลหยอดเหรียญครั้งละ 100 เยน

ที่ตลกคือแถวๆนั้นมีทางเดินไปยอดเขาพร้อมมีป้ายเตือนว่า “แถวนี้มีโอกาสเจอหมี ระวังตัวกันเอาเอง” ประมาณนี้ด้วย ที่ตลกคือแถวๆนั้นก็มีห้องน้ำให้เดินไปเข้าแบบดูวังเวงมาก นี่ต้องการอะไรกันแน่ (ฮา)

ป้ายระวังหมี

ป้ายระวังหมี

ทางไปห้องน้ำที่ดูไม่น่าไว้วางใจ..

ทางไปห้องน้ำที่ดูไม่น่าไว้วางใจ..

หลังจากกลับลงมา เนื่องจากต้องรอรถบัสมา จึงพอจะมีเวลาให้พวกเราได้เดินเล่นในอาคารขายของฝากแถวนั้น ส่องๆดูยังไม่พบอะไรที่ดูโดดเด่นจนต้องซื้อในทันที แต่ก็ได้เจอกับร้านขายซอฟท์ครีม (ไอศครีมโคน) ที่มีรสท้องถิ่นเป็นรสโทชิงิเลมอนที่ว่าขึ้นชื่อในจังหวัดนี้ จึงสอยมาชิมกันคนละโคน

โทชิงิเลมอนซอฟท์ครีม

โทชิงิเลมอนซอฟท์ครีม

รสชาติความเปรี้ยวของเลมอนไม่เด่นมาก แต่ความหอมนั้นมาเต็มๆ ใครแวะมาจะมาลองกินก็ไม่เสียหาย โดยตอนที่กำลังกินๆอยู่ก็ปรากฎว่ารถบัสที่รออยู่วิ่งผ่านหน้าไป.. ไม่ทันซะแล้ว ตรงจุดนี้ทำให้ได้รู้ว่าทุกครั้งที่ลงป้ายรถบัสใดๆควรเอามือถือหรือกล้องถ่ายป้ายตารางเวลามาไว้ก่อนเพื่อความชัวร์ รถบัสญี่ปุ่นมาตรงเวลาและจอดกันแปปเดียวด้วยจริงๆ

คือแม้ว่าตอนแรกเราอาจจะหยิบใบตารางเวลามาจากศูนย์บริการท่องเที่ยวที่สถานีรถไฟแล้วก็ตาม แต่บางทีก็ไม่มีป้ายระบุไว้เช่นป้าย 23 นี้หละ ถ้าจะเอาความแม่นจริงๆ ลงป้ายไหนดูที่ป้ายนั้นจะดีที่สุด อย่าประมาทนะ และเมื่อวืดรถปุป พวกเราก็มีเวลาเหลือเฟือแถวๆนั้น นั่งพักนั่งดื่มอะไรกันให้พอใจจนกว่ารถจะมา เพื่อไปถึงป้ายต่อไป ป้ายที่ 24 ชูเซนจิออนเซน (Chuzenji-Onsen, 中禅寺温泉)

โดยเมื่อมาถึงป้ายที่ 24 แล้ว เดินไปตามป้ายแนะนำก็จะมาถึงน้ำตกเคกอน (Kegon Waterfall, 華厳の滝) หนึ่งในสามน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

บริเวณร้านค้าเล็กๆแถวน้ำตกเคกอน

บริเวณร้านค้าเล็กๆแถวน้ำตกเคกอน

ทางลงไปชมน้ำตกแบบเสียค่าบริการ

ทางลงไปชมน้ำตกแบบเสียค่าบริการ

อย่าเดินเพลิน ระวังลิง

อย่าเดินเพลิน ระวังลิง

โดยการเยี่ยมชมน้ำตกเคกอนจะแบ่งเป็นการชมจากข้างบน และการลงลิฟต์ไปดูใกล้ๆ ซึ่งถ้าสนใจจะไปดูแบบใกล้ๆต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติมเล็กน้อย ตอนแรกคิดว่าจะลองไปชมข้างล่างแบบจ่ายเงินเพิ่ม แต่ในเมื่อมันมีแบบฟรีเลยลองเดินไปดูซะก่อน บริเวณชมน้ำตกมีการบอกให้งดใช้ขาตั้งกล้องด้วย ซึ่งน่าเสียดายเล็กน้อยสำหรับการถ่ายรูปที่อดทำการลากชัตเตอร์สปีดยาวๆให้สายน้ำตกกลายเป็นคลื่นเนียนๆ

ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง

ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง

ระวังตก

ระวังตก

โดยเมื่อได้เห็นน้ำตกเคกอนแล้วก็คิดว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม มีพลัง และสูงตามที่ได้รับการบอกเล่ามาจริงๆ (ความสูงของน้ำตกอยู่ที่ 97 เมตร) ต้องถ่ายรูปและชื่นชมธรรมชาติกันซักพัก โดยอดเสียดายไม่ได้ว่าถ้าเป็นฤดูใบไม้ร่วง แถวนี้จะมีความสวยงามมากขึ้นขนาดไหน (ฤดูกาลท่องเที่ยวพีคสุดของนิกโก้คือฤดูใบไม้ร่วง ทุกที่แถบนี้จะเป็นสีส้มเต็มไปหมด)

น้ำตกเคกอน

น้ำตกเคกอน

น้ำตกเคกอนและภูมิทัศน์โดยรอบ

น้ำตกเคกอนและภูมิทัศน์โดยรอบ

เหมือนเมืองในสายหมอก

เหมือนเมืองในสายหมอก

ชมเสร็จก็ขึ้นมาเดินเล่นอีกซักนิดแถวๆหน้าน้ำตก พบเจอมาสคอตประหลาดๆ เช่น คาราอาเกะคลุง.. หรือไม่ก็ซุ้มขายปลาย่างแบบทั้งตัวเสียบไม้ แบบที่เห็นบ่อยๆในการ์ตูนญี่ปุ่น (ฮา) ที่เสียดายจริงๆคือตู้กาจาปองที่มีเข็มกลัดเฉพาะถิ่นของนิกโก้ของหมด อดไขมาเป็นที่ระลึกซะแบบนั้น

เจ็บใจของหมด

เจ็บใจของหมด

กินปลาย่างเสียบไม้กันมั้ย

กินปลาย่างเสียบไม้กันมั้ย

ออกจากบริเวณน้ำตกก็มาเดินที่ย่านขายของแถวๆนั้นเป็นทางเดินยาวไปเรื่อยๆ แถวนี้เดินสนุกดีทีเดียว อุดมไปด้วยของฝากท้องถิ่นแบบขายเฉพาะบริเวณนี้ ขนมแปลกๆก็หาซื้อได้ด้วย ที่ตลกอีกอย่างคือมาสคอตประกอบขนมของฝากบริเวณนี้จะเป็นลิง 3 ตัว (ลิงปิดหู ปิดตา ปิดปาก) โดยทำไมแถวนี้เอาลิงเป็นจุดขาย ถ้าอ่านบทความตอนนี้ไปเรื่อยๆจะได้รู้กัน

เดินเล่นย่านร้านค้าบริเวณทะเลสาบ

เดินเล่นย่านร้านค้าบริเวณทะเลสาบ

อาคารออกแนวเก่าหน่อยๆ

อาคารออกแนวเก่าหน่อยๆ

ตึกแปลกๆ เดินชมสินค้ารายทาง

ตึกแปลกๆ เดินชมสินค้ารายทาง ตอนไปนี่คนน้อยน่าดูชม

ขายขนมแปลกๆที่มักจะมีลิงเป็นมาสคอต

ขายขนมแปลกๆที่มักจะมีลิงเป็นมาสคอต

เดินรายทางไปซักพักก็ไปถึงทะเลสาบชูเซนจิ (Chuzenji Lake, 中禅寺湖) ไฮไลท์อีกแห่งของนิกโก้ ตามที่ได้อ่านมาคือเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดโทชิงิ โดนจุดเด่นที่บ่งบอกให้เรารู้ก็คือโทริอิ (ซุ้มประตูแบบญี่ปุ่น) สีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้เหมือนจะบอกนักท่องเที่ยวว่าตรงนี้มาถึงทะเลสาบแล้วนะ

เพราะหมอกมันลงเยอะจนแทบมองไม่เห็นผิวน้ำเลยด้วยซ้ำ! ฝนก็แรงด้วย แต่ยังอุตสาห์เดินไปเยี่ยมชมและแวะถ่ายรูป อนึ่งน้ำใสมากจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามาในวันที่อากาศดีท้องฟ้าสีฟ้าใส บริเวณนี้จะสวยงามได้ถึงขนาดไหนกันนะ

ไม่รู้ว่าสภาพอากาศที่นี่ในปีนึงจะหมอกลงแบบนี้หลายวันไหม แต่ว่าก็ดูเหงาๆไปอีกแบบ ดูสะพานที่ทอดยาวลงไปในทะเลสาบนั่นสิ

ดูเหงาๆคลาสสิคไปอีกอารมณ์

ดูเหงาๆคลาสสิคไปอีกอารมณ์

แม่น้ำที่ต่อกับทะเลสาบ น้ำใสจนเห็นพื้นแม่น้ำ

แม่น้ำที่ต่อกับทะเลสาบ น้ำใสจนเห็นพื้นแม่น้ำ

ถึงจะดูเหมือนอึด แต่ว่าด้วยสภาพอากาศที่ลมพัดแรง ฝนตก หมอกลง แม้จะตื่นเต้นกับการมาเที่ยวธรรมชาติกันต่างแดนยังไงก็มีลิมิตกัน เลยย้อนกลับไปที่สถานีรถบัสเดิมที่พวกเราขึ้นมาและนั่งสาย 2B เพื่อย้อนกลับไปที่สถานี 2 อันเป็นสถานีที่พวกเราเดินทางมา ก่อนจะหาอาหารกลางวันกินแถวๆนั้นเพื่อเริ่มการเที่ยวในช่วงบ่ายต่อไป

กลับมาที่สถานี 2 หรือสถานีรถบัสโทบุนิกโก้ (Tobu Nikko, 東武日光駅) ก็ได้เวลาในการหาข้าวกินแบบสุ่มๆ โดยเดินกันแถวนั้นแหละ เจอร้านนึงที่ดูเข้าท่าเข้าทางเลยแวะเข้าไปด้วยสัญชาติญาน อีกอย่างคือหน้าร้านเขียนว่ามีเมนูภาษาอังกฤษเลยทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

ย่านร้านค้าแถวสถานีรถไฟโทบุนิกโก้

ย่านร้านค้าแถวสถานีรถไฟโทบุนิกโก้

เลือกร้านนี้หน่อยซิ ดูมีอะไรให้กินในราคาที่รับได้

เลือกร้านนี้หน่อยซิ ดูมีอะไรให้กินในราคาที่รับได้

พอไปอ่านเมนูก็พบว่าเจอแต่คำว่า ยูบะ ยูบะ ยูบะ (อาหารอะไรก็แล้วแต่ ล้วนมีคำว่ายูบะ (ゆば) นำหน้า) อ่านๆคำอธิบายเขาบอกว่ายูบะเป็นอาหารขึ้นชื่อของนิกโก้นะ น้ำแร่ในบริเวณนี้ก็สะอาดและอร่อยมากด้วย เลยสั่งยูบะอุด้งบราคา 980 เยน

ยูบะอุด้งด้วยน้ำแร่จากนิกโก้

ยูบะอุด้งด้วยน้ำแร่จากนิกโก้

พอเห็นหน้าตาก็ถึงบางอ้อว่ายูบะมันคือ “ฟองเต้าหู้” นี่เอง อ่านๆมาเลยได้รู้ว่าการที่นิกโก้มีวัดพุทธที่มีนักบวชจำวัดอยู่เยอะเช่นวัดรินโนจิ และนักบวชเหล่านั้นไม่ทานเนื้อสัตว์ เลยกินฟองเต้าหู้พวกนี้แทนเพื่อเป็นโปรตีน จนกลายมาเป็นอาหารท้องถิ่นของนิกโก้ในที่สุด ซึ่งแม้จะบอกว่าเป็นฟองเต้าหู้แต่ก็มีการปรุงรสหวานเค็มมาตามสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว อร่อยใช้ได้

พอกินกันเสร็จมาเดินเล่นข้างล่างเรื่อยๆ เลยได้รู้ว่านอกจากยูบะ และเลมอน ที่บอกเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดโทชิงิแล้ว ยังมีสตรอว์เบอร์รี่อีกอย่างหนึ่งที่เป็นของเด่นดัง โดยมีคิทแคทรสพิเศษของจังหวัดนี้โดยเฉพาะมาขายด้วยนะ

โทชิงิสตรอว์เบอร์รี่คิทแคท ลิมิตเต็ดอิดิชั่น

โทชิงิสตรอว์เบอร์รี่คิทแคท ลิมิตเต็ดอิดิชั่น

ขนมเลมอนตรึม

ขนมเลมอนตรึม

ชีสเค้ก

ชีสเค้กร้านนิกโก้คาสเทล่าฮอนโป (日光カステラ本舗)

นิกโก้: ภาคมรดกโลก

หลังจากกินมื้อเที่ยงกันเรียบร้อยราวๆบ่ายโมงครึ่ง ก็ได้เวลาที่จะขึ้นรถบัสสาย 2C เพื่อไปเที่ยวในส่วนของมรดกโลก โดยรถบัสสาย 2C นั้นจอดไม่กี่ป้ายแต่ว่าล้วนเป็นป้ายที่ใกล้กับพวกวัดมรดกโลกทั้งนั้น ดังเช่นตามลิสท์นี้ (ไม่ได้ลงไว้ทั้งหมด)

  • ป้ายรถบัสที่ 2 สถานีโทบุนิกโก้ (Tobu Nikko Station, 東武日光駅) สถานีเริ่มต้น
  • ป้ายรถบัสที่ 83 โอโมเตะซังโดะ (Omotesando, 表参道) จะใกล้กับวัดรินโนจิ (Rinnouji Temple, 轮王寺) เดินขึ้นเนินไปจะเจอศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine, 東照宮)
  • ป้ายรถบัสที่ 85 ไทยูอินฟุตาระซังจินจามาเอะ ( Taiyuin Futarasan jinja mae, 大猷院 二荒山神社前) ใกล้กับศาลเจ้าฟุตาระซัง (Futarasan Jinja, 二荒山神社) และสุสานไทยูอิน (Taiyuin Mausoleum, 輪王寺大猷院)
  • ป้ายรถบัสที่ 7 ชินเคียว (Shinkyo, 神橋) จะใกล้สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge, 神橋)

ตามปกติที่เคยอ่านๆไกด์มาแล้วก็มักจะลงป้าย 83 แล้วค่อยเดินไปป้ายที่ 85 ตามนั่งรถบัสมาลงป้ายที่ 7 ก่อนกลับกัน (ก็จะเที่ยวได้ครบ) แต่ว่าก่อนจะทำแบบนั้นตามไกด์ที่เคยอ่านๆมา ก็ลองเปิดกูเกิ้ลแมปพบว่า จากป้ายที่ 83 เดินไปยังป้ายที่ 85 นั้น ไม่ไกลมาก แต่มันเป็นเนิน ซึ่งทำให้การเดินเนินลาดๆไปเรื่อยๆแม้จะไม่ไกลมากก็เหนื่อยแหงๆ เลยเปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยจะไปป้ายที่ 85 ที่ลึกสุดและสูงสุดกันก่อน แล้วจึงเดินมาที่ป้าย 83 จากนั้นแวะที่ป้ายที่ 7 ก่อนกลับ

หลังจากได้แผนการเดินทางแล้วก็เริ่มทำตามกันเลย~! โดยหลังจากนั่งรถบัสมาซักพักพวกเราก็มาลงที่ป้าย 85 ไทยูอินฟุตาระซังจินจามาเอะ จากนั้นก็ซื้อตั๋วเพื่อเข้าชม สุสานไทยูอิน (Taiyuin Mausoleum, 輪王寺大猷院) หนึ่งในมรดกโลกของนิกโก้

ตามประวัติศาสตร์แล้ว วัดนี้เป็นสุสานของโชกุนโตกุกาว่า อิเอมิตสึ หลานของโชกุนอิเอยาสุ (ถ้าเคยอ่านมังงะแนวๆย้อนยุคยังไงก็ต้องเคยผ่านตาแน่นอน) โดยภายในเป็นสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นแนวผสมชินโตและพุทธ เน้นสีทอง ดำ ในบางส่วนตอนที่เข้าชมนี้มีการปิดทำนุบำรุงด้วย แต่ก็ยังคุ้มค่าที่จะเข้าไปรับชมกัน

โดยปกติแล้ววัดหรือศาลเจ้าสไตล์ญี่ปุ่นเราจะได้เห็นซุ้มประตู (มง, 門) ที่สวยสดงดงาม ยิ่งวัดใหญ่ๆโบราณแบบนี้ความอลังการของซุ้มประตูยิ่งมากขึ้นไปอีก ฉะนั้นจะไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเวลาอ่านบทความนำเที่ยวญี่ปุ่นต่างๆแล้วมักจะมีแต่รูปพวกซุ้มประตู (ฮา)

แผนที่บริเวณสุสานไทยูอิน จะเห็นว่าที่เดียวก็มีหลายอย่างแล้ว

แผนที่บริเวณสุสานไทยูอิน จะเห็นว่าที่เดียวก็มีหลายอย่างแล้ว

ซื้อตั๋วเข้าชมสุสานไทยูอิน ราคา 1,000 เยน

ซื้อตั๋วเข้าชมสุสานไทยูอิน ราคา 1,000 เยน

ทางเดินก่อนเข้าประตูหลัก

ทางเดินก่อนเข้าประตูหลัก

ประตูนิโอมง (仁王門)

ประตูนิโอมง (Niomon, 仁王門)

TokyoAround-4200705

ยักษ์แดงเฝ้าประตูนิโอมง

เริ่มด้วยประตูนิโอมง (Niomon, 仁王門) ที่เป็นตัวบ่งบอกว่าพวกเรากำลังจะเข้าสู่ส่วนของสุสานไทยูอิน ตอนมาถึงแถวนี้ก็เริ่มคิดได้ว่าการที่ฝนตกนั้นดูเหมาะกับสิ่งก่อสร้างแนวญี่ปุ่นแบบนี้มาก ความเปียกชื้นจากฝนที่ลงสัมผัสกับพื้นหินเก่าและมอสสีเขียวที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา เหมือนได้เรียกความธรรมชาติมาผสมกับสิ่งก่อสร้างได้อย่างดี

ตอนมาก็มีทัวร์กรุ๊ปชาวจีนมาขอให้ถ่ายรูปให้ด้วย แต่รู้สึกโชคดีที่เป็นกรุ๊ปที่มีมารยาทเรียบร้อย

โดยหลักจากผ่านประตูแรกของสุสานไทยูอิน ตามด้วยชำระล้างร่างกายและจิตใจจากบ่อน้ำพุก็เข้าผ่านประตูนิเท็นมง (Nitenmon, 二天門) ที่ตอนนี้ปิดบูรณะ (เสียดายเล็กๆ) และเดินขึ้นบันไดหินประมาณร้อยเก้าก็จะมาถึงอีกซุ้มประตู

น่าเสียดายที่นิเท็นมงปิดซ่อม

น่าเสียดายที่นิเท็นมงปิดซ่อม

ประตูที่รออยู่เมื่อขึ้นมาคืออีกหนึ่งประตูใหญ่ของที่นี่ ยาฉะมง (Yashamon, 夜叉門) จุดเด่นคือทั้งสี่ทิศของประตูจะมีเทพเฝ้าอยู่ 4 องค์ 4 สี่ (ขาว, แดง, เขียว, น้ำเงิน) ประตูแห่งนี้มีความสวยงามเป็นอันดับต้นๆของนิกโก้ พอๆกับที่ศาลเจ้าโทโชกุเลยทีเดียว

ยาฉะมง (Yashamon, 夜叉門)

ยาฉะมง (Yashamon, 夜叉門)

บริเวณหน้าประตูยาฉะมงมีเจดีย์ขนาบข้างสององค์ด้วย

บริเวณหน้าประตูยาฉะมงมีเจดีย์ขนาบข้างสององค์ด้วย

เจดีย์สไตล์ญี่ปุ่น

เจดีย์สไตล์ญี่ปุ่น

ผ่านยาฉะมงเข้ามาแค่นิดเดียวก็เจอกับประตูสุดท้ายก่อนถึงตัวศาลาใหญ่ของสุสานไทยูอิน ประตูคารามง (Karamon, 唐門) ที่มีการแปะลงทองสวยงาม แต่ขนาดก็เล็กลงเรื่อยๆตามชั้นที่ลึกเข้ามา

คารามง (Karamon, 唐門)

คารามง (Karamon, 唐門)

เดินผ่านกันมาหลายชั้น ในที่สุดพวกเราก็มาถึงอาคารใหญ่ของสุสานไทยูอินของโชกุนอิเอมิตสึ ลักษณะสุสานเป็นอาคารสีทองผสนผสานกับสีแดง น้ำเงิน ดำ ให้บรรยากาศที่ดูสงบตัดกับกำแพงสีเขียวมอสข้างหลัง ภายในอาคารไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ของโชกุนองค์ดังกล่าว แต่ก็เดินถ่ายภายนอกและทำบุญเพื่อความสบายใจได้

สุสานโชกุนอิเอมิตสึ

สุสานโชกุนอิเอมิตสึ

หลังจากเดินตามทางไปเรื่อยๆก็มาถึงประตูเล็กจิ๋วด้านข้างก่อนจะวนออก นามว่า โกกะมง (Kokamon, 皇嘉門) เป็นประตูที่มีลักษณะแบบจีนอย่างชัดเจน ประตูนี้เคยเห็นภาพอยู่ในตั๋วเข้าสุสานไทยูอินด้วย เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ริวงูมง (Ryugamon, 竜宮門) เป็นชั้นในสุดของสุสานอย่างแท้จริงที่ไว้เก็บพระศพ

โกกะมง (Kokamon, 皇嘉門)

โกกะมง (Kokamon, 皇嘉門)

หลังจากเดินสุสานไทยูอินเสร็จแล้ว ข้างๆกันของสุสานไทยูอินจะมีศาลเจ้าฟุตาระซัง (二荒山神社) แต่ไม่ได้เข้ากัน ได้แต่เดินผ่านหน้าทางเข้าเฉยๆ เพราะยังมีอีก 2 มรดกโลกใหญ่ให้เดินดูกันต่อ

ทางเข้าศาลเจ้าฟุตาระซัง

ทางเข้าศาลเจ้าฟุตาระซัง

จากนั้นก็เดินผ่านทิวไม้ยาวกันเพลินๆมาเรื่อยๆตามแผนที่ ระหว่างทางนั้นฝนที่หยุดไปก็เริ่มโปรยลงมาอีกที ประโยชน์ของร่มที่แบกมาตลอดตั้งแต่เช้าจึงเริ่มส่งผลอีกครั้งหนึ่ง แม้จะหนาวเล็กๆ ลมพัดหน่อยๆ แต่ประสบการณ์แบบนี้คงไม่ได้มีกันบ่อยนัก

ระหว่างทางเดินไปยังมรดกโลกที่เหลือ

ระหว่างทางเดินไปยังมรดกโลกที่เหลือ

ทางระบายน้ำโบราณ.. เดี๋ยวนะนั่นมันท่อพีวีซี

ทางระบายน้ำโบราณ.. เดี๋ยวนะนั่นมันท่อพีวีซี

ตอนนี้เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง แต่บรรยากาศแถวนี้เหมือนพร้อมจะปิดร้านและเลิกงานกันอย่างน่าอัศจรรย์ (คงเพราะเป็นวันธรรมดาด้วย) แต่กระนั้นตามกำหนดการแล้ว มรดกโลกอีกแห่งที่เดินมาถึงนั่นคือ ศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine, 東照宮) นั้นยังเปิดให้บริการถึงห้าโมงเย็น แต่พอมาถึงตรงนี้ กลุ่มสาวๆร่วมทริปก็หมดพลังงานกันแล้ว จึงขอตัวแยกไปเดินสำรวจคนเดียวเสียหน่อย อ้อ สัญลักษณที่สังเกตได้ว่าเรามาถึงศาลเจ้าโทโชกุแล้วจะเป็นเจดีย์จีน 5 ชั้นสีแดงที่สูงถึง 34 เมตรท่ามกลางทิวสน ใกล้ๆก็มีสลักลวดลายสวยงามตามคติจีนด้วย

อนึ่งแถวๆนี้มีป้ายบอกว่า เจดีย์นี้ได้อยู่ในระดับความสูงเทียบเท่ากับสกายทรีทาวเวอร์ในโตเกียวเลยนะ! เมื่อวัดจากระดับน้ำทะเลนั่นหละ ฮา

ทางเข้าศาลเจ้าโทโชกุ มรดกโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกโก้

ทางเข้าศาลเจ้าโทโชกุ มรดกโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิกโก้

เจดีย์แดง 5 ชั้น

เจดีย์แดง 5 ชั้น

การันตีว่าสูงเท่าสกายทรี

การันตีว่าสูงเท่าสกายทรี

เมื่อจ่ายเงินค่าเข้าชมศาลเจ้าโทโชกุเรียบร้อยก็จะเข้าสู่โซนภายใน แต่ว่า.. มีป้ายประกาศกันตั้งแต่แรกว่าประตูโยเมอิมง (Yomeimon, 陽明門) ประตูที่ได้รับการบอกว่า “สวยงามที่สุด” ในบรรดามรดกโลกของนิกโก้นั้นต้องปิดทำนุบำรุงซักพัก จึงทำให้วืดไปตามระเบียบ

เสียใจนิดๆที่พลาดทั้งทะเลสาบและประตูที่สวยสุด แต่อาจจะทำให้ในอนาคตได้มีโอกาสมาซ้ำที่นี่แบบสนุกมากขึ้นก็ได้นะ

จ่ายเงินค่าเข้ากันซักเล็กน้อย

จ่ายเงินค่าเข้ากันซักเล็กน้อย (ภาพในบัตรคือโยเมอิมงที่ได้เล่าไป)

ที่นี่มียามคอยดูแลให้ความปลอดภัยด้วย

ที่นี่มียามคอยดูแลให้ความปลอดภัยด้วย

เดินเข้ามาด้านในก็ได้เจอกับลานหินกลมและเสาหินวางเรียงราย ซึ่งนั่นมีความหมายว่าไว้อุทิศให้กับดวงวิญญาณของโชกุนอีกท่านหนึ่งที่หลับอยู่ ณ ที่นี้ ใช่แล้ว สำหรับที่นี่ ศาลเจ้าโทโชกุ มีส่วนหนึ่งเป็นสุสานของท่านโชกุนโตกุกาว่า อิเอยาสุ (ปู่ของอิเอมิตสึที่สุสานไทยูอินที่ไปกันมาก่อนนี้) และเนื่องจากโชกุนอิเอยาสุเป็นผู้ก่อตั้งเมืองเอโดะ เมืองหลวงปัจจุบันของญี่ปุ่น (โตเกียวนั่นเอง) จึงทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดของนิกโก้เลยทีเดียว

เกร็ดน่ารู้: เมืองนิกโก้นั้นถูกสร้างให้ทั้งเมืองเป็นเมืองศาสนาที่มีศาลเจ้ามากมาย เพราะโชกุนอิเอยาสุอยากให้เมืองนี้ได้คอยปัดเป่าสิ่งที่ชั่วร้ายจากทางทิศเหนือตามความเชื่อโบราณนั่นเอง

เสร็จจากช่วงประวัติศาสตร์ ไปเดินดูกันเรื่อยๆว่าในศาลเจ้าแห่งนี้มีอะไรน่าชมน่าบูชากันดีกว่า

ลานหินและเสาหินตามที่ได้เล่าเอาไว้

ลานหินและเสาหินตามที่ได้เล่าเอาไว้

เสาหินอีกเช่นเคย

เสาหินอีกเช่นเคย

ถัดๆกันกับลานหินและเสาหินแกะสลัก ก็ได้เจอกับต้นกำเนิดของมาสคอตลิง 3 ตัวที่ได้เขียนถึงไว้ก่อนหน้า นั่นคือศาลาไม้เก่าๆที่มีแผ่นไม้แกะสลักเป็นรูปลิง 3 ตัว (三猿) ที่ขึ้นชื่อของศาลเจ้าโทโชกุ โดยแผ่นไม้นี้เป็นภาพปริศนาธรรม มีใจความสำคัญหลักว่าด้วย “การไม่รับรู้โดยการมองในสิ่งที่ไม่ดี การไม่ฟังในสิ่งที่ไม่ดี และการไม่กล่าววาจาในสิ่งที่ไม่ดี” ในบรรดาลิงสามตัว ตัวที่หนึ่งเรียกว่า มิซะรุ (見猿 / 見ざる) มีลักษณะใช้มือปิดตา หมายถึงการไม่รับรู้โดยการมองในสิ่งไม่ดี ตัวที่สอง คิกะซะรุ (聞か猿 / 聞かざる) ใช้มือปิดหู หมายถึงการไม่ฟังในสิ่งที่ไม่ดี ตัวสุดท้าย อิวะซะรุ (言わ猿 / 言わざる) ใช้มือปิดปาก บ่งบอกถึงการไม่กล่าววาจาในสิ่งที่ไม่ดี ในบางโอกาส (ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

โดยแม้ว่าลิงสามตัวจะโด่งดังมาจากที่ศาลเจ้านี้ แต่ต้นกำเนิดจริงๆมาจากจีนเสียมากกว่า ถ้าท่านใดสนใจอย่าลืมไปค้นหาข้อมูลกันหละ

ศาลเจ้าเล็กๆที่มีแผ่นไม้ปริศนาธรรม

ศาลเจ้าเล็กๆที่มีแผ่นไม้ปริศนาธรรม

ภาพแกะสลักลิงสามตัวบนประตูของศาลเจ้านิกโก้โทโชกุ

ภาพแกะสลักลิงสามตัวบนประตูของศาลเจ้านิกโก้โทโชกุ

ถัดจากศาลาไม้เล็กๆก็จะเป็นไฮไลท์หลัก ประตูโยเมอิมง ที่เป็นประตูใหญ่อันมีความสวยงามจากการแกะสลักไม้ซับซ้อน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่ามันปิดซ่อมอยู่จบแทบไม่เห็นอะไรเลย

ประตูโยเมอิมง

ประตูโยเมอิมง (Yomeimon, 陽明門)

บรรยากาศรอบๆโยเมอิมง

บรรยากาศรอบๆโยเมอิมง

ถัดเข้ามาจะเป็นประตูในก่อนถึงตัวศาลเจ้าหลักของที่นี่ ก็จะมีประตูคารามง (Karamon, 唐門) อีกที่หนึ่ง (ชื่อเดียวกับที่สุสานไทยูอิน โดยปกติแล้วถ้าเรียกเต็มๆจะต้องนำหน้าประตูด้วยชื่อวัดด้วย เช่นที่นี่ก็จะเป็นประตูโทโชกุคารามง (Toshogu Karamon, 東照宮唐門) โดยเป็นประตูแบบจีนอันจะเห็นได้จากภาพวาดที่ดูเป็นจีนอย่างเห็นได้ชัด ทว่าประตูนี้ห้ามเดินผ่าน คาดว่าเพราะขนาดเล็กเกินจนออาจจะเดินแล้วเกิดอุบัติเหตุหรือไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้นั่นเอง

โทโชกุคารามง (Toshogu Karamon, 東照宮唐門)

โทโชกุคารามง (Toshogu Karamon, 東照宮唐門)

บริเวณโดยรอบโทโชกุคารามง

บริเวณโดยรอบโทโชกุคารามง ภาพวาดแบบจีนมากมาย

สภาพโดยรอบเป็นทางเดินไม้ให้พวกเราอ้อมไปอีกทาง ไม่ผ่านคารามงโดยตรง

สภาพโดยรอบเป็นทางเดินไม้ให้พวกเราอ้อมไปอีกทาง ไม่ผ่านคารามงโดยตรง

โดยในบริเวณของศาลเจ้าโทโชกุศาลาหลักนี้จะมีภาพแกะสลักไม้แมวหลับ (睡眠猫) อันขึ้นชื่อพอๆกับลิงสามตัวเช่นกัน โดยจะต้องขึ้นไปชมจากศาลาสีแดงที่อยู่แถวๆคารามง

ทางเข้าไปชมภาพแกะสลักแมวหลับ

ทางเข้าไปชมภาพแกะสลักแมวหลับ

TokyoAround-4200793

มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมเยอะเหมือนกัน แต่ภายในเหมือนจะห้ามถ่ายรูปอีกแล้ว

โดยเนื่องจากภายในห้ามถ่ายรูป จึงขออนุญาติใช้ภาพแผ่นไม้แมวหลับจาก (http://yunphoto.net/en/) ที่ให้ใช้ได้โดยไม่มีลิขสิทธ์มาประกอบความเข้าใจ

แมวหลับ (睡眠猫)

ทำไมต้องแมวหลับ, ว่ากันว่าแมวหลับนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความสงบสุขในบ้านเมืองเพราะไม่มีหนูให้ตะครุบใดๆนั่นเอง ถึงจะมีความหมายแฝงว่าจริงๆแล้วแมวยังไม่ได้นอนเพราะจ้องจะตะครุบนกกระจอกที่ทะเลาะกันในแผ่นไม้อีกฝั่งหนึ่งก็เถอะ

โดยเมื่อมีสัญลักษณ์น่ารักๆแบบแมวหลับแบบนี้แล้วก็เลยอดไม่ได้ที่ศาลเจ้าจะมีของที่ระลึกมาให้ได้จับจ่ายใช้สอยกัน (ฮา)

แผ่นไม้แมวหลับ 700 เยน

แผ่นไม้แมวหลับ 700 เยน

สำหรับผู้เที่ยวชมทั่วๆไปได้ชมแผ่นไม้แมวหลับก็สามารถกลับออกจากโทโชกุได้อย่างสบายใจแล้ว แต่ว่าจริงๆด้านในสุดยังมีสุสานของท่านอิเอยาสุให้ดูอีก ทว่าต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกสองร้อยกว่าขั้นเพื่อไปชม ฉะนั้นถ้าไม่มีแรงหรือว่าเผ็นผู้สูงอายุคงต้องพิจารณากันเอาเอง ทว่าไหนๆมาแล้ว.. ไม่ขึ้นก็จะเสียเที่ยว มาออกกำลังกายกันดีกว่า

ผ่านประดูเพื่อขึ้นบันได

ผ่านประดูกระเรียนเพื่อขึ้นบันได

ทางเดินสุดคลาสสิคแบบญี่ปุ่น

ทางเดินสุดคลาสสิคแบบญี่ปุ่น

เมื่อขึ้นไปจนสุด ทั้งเหนื่อย หอบ และฝนตก ก็ได้พบกับความประทับใจแรกดีๆที่มีให้ นั่นคือ

ตู้กดชาเขียวเย็น

ตู้กดชาเขียวเย็น

ช่างรู้ใจ.. เดินมาเหนื่อยๆก็ต้องนั่งกินชาเขียวเพิ่มพลังงานกันก่อนนี่หละถึงราคาจะแพงกว่าปกติไปเล็กน้อยก็พอว่า แถวๆนี้อยู่ในป่ารกครึ้มมากเลยทีเดียว ฝนก็ยังตกอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยเมื่อซดชาเขียวเสร็จเรียบร้อยก็แวะเดินขึ้นไปชมตัวสุสานโชกุนกัน

แต่คุณมิโกะก็ยังมาทำงาน

แต่คุณมิโกะก็ยังมาทำงาน

ทางขึ้นไปชมตัวสุสาน

ทางขึ้นไปชมตัวสุสาน

สุสานโชกุนอิเอยาสุ

สุสานโชกุนอิเอยาสุ

และหลังจากเดินเสร็จเหมือนเป็นรางวัลให้ผู้เดินขึ้นมา 200 ขั้นบันได มีของที่ระลึกรูปแมวหลับที่แตกต่างจากข้างล่างให้ซื้อเป็นที่ระลึกกันด้วย ทางผู้เขียนก็เลยได้ซื้อพวงกุญแจแมวหลับทำด้วยผ้าอันเล็กๆมาติดตัวอันนึง น่ารักมาก

เดินกลับลงบันไดเดิม

เดินกลับลงบันไดเดิม

หลังจากชมสุสานเสร็จก็เดินกลับกันมารวมกับปาร์ตี้เพื่อเดินออกไปหาวัดมรดกโลกอีกแห่ง โดยเป็นการเดินลงเนินแบบสบายๆ เนื่องจากได้วางแผนการเดินทางเอาไว้ดังกล่าว (ฮา) โดยตอนนี้ก็เย็นย่ำพอสมควร หลายๆที่ก็ปิดกันแล้วหละ ผู้คนก็ทยอยเดินลงกันแล้วด้วย

บรรยากาศตอนเดินลงเนินจากศาลเจ้าโทโชกุไปยังวัดรินโนจิ

บรรยากาศตอนเดินลงเนินจากศาลเจ้าโทโชกุไปยังวัดรินโนจิ

เดินลงมาซักนิดตามเนินก็มาถึงกับวัดรินโนจิ (Rinnouji Temple, 轮王寺) ซึ่งเป็นวัดพุทธตามที่เคยได้กล่าวไปแล้ว โดยจะมีอยู่ 2 ศาลาหลักๆที่นิยมแวะชมและถ่ายรูปกันนั่นคือ ศาลาหลักซังบุทสึโด (Sanbutsu-do, 三仏堂)

ศาลาหลักซังบุทสึโด (Sanbutsu-do, 三仏堂) วัดรินโนจิ (Rinnouji Temple, 轮王寺)

ศาลาหลักซังบุทสึโด (Sanbutsu-do, 三仏堂) วัดรินโนจิ (Rinnouji Temple, 轮王寺)

ปิดซ่อมเช่นกันภายนอก แต่ว่าศาลานี้มีการพิมพ์ภาพศาลาที่จะบูรณะเสร็จให้ดูด้วย ทั้งนี้ภายในก็เป็นไปตามวัดพุทธคือมีพระพทุธรูปไม้ องค์เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น และนอกจากตัวศาลาหลักก็ยังมีศาลาใหญ่โกมะโด (Dai Goma-do, 大護摩堂) ที่เป็นหอสวดมนต์อีกหลังหนึ่งด้วย

ศาลาใหญ่โกมะโด (Dai Goma-do, 護摩堂)

ศาลาใหญ่โกมะโด (Dai Goma-do, 護摩堂)

ประตูเข้าไปวัดรินโนจิ

ประตูเข้าไปวัดรินโนจิ

จริงๆไฮไลท์ของนิกโก้ในส่วนของมรดกโลกยังมีสวนโซโยเอ็น (Shoyo-en, 輪王寺) ด้วย แต่ว่าไม่ได้เข้าชมเพราะเหนื่อยมากแล้ว พลังงานหมดหลอด + ฝนตกหนักเลยต้องข้ามไปก่อน เพราะจริงๆแล้วยังเหลืออีกที่ ที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เลยเดินมาที่ป้ายรถบัสที่ 83 ตามกำหนดการ จากนั้นก็ขึ้นรถบัสและรอวนครบรอบจนสุดท้ายมาลงกันที่ป้ายที่ 7

ป้ายรถบัสที่ 83

ป้ายรถบัสที่ 83

ป้ายที่ 7 ที่ว่าคือ สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge, 神橋) หนึ่งในสามสะพานที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น โดยอยากบอกว่าการเดินสะพานชินเคียวในตอนที่ฝนตกแบบนี้ทำให้บรรยากาศของสะพานนั้นดูมีชีวิตแบบไม่น่าเชื่อ น้ำในลำธารตรงนั้นก็สีฟ้าสดอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งสายฝนยังทำให้สีแดงของสะพานนั้นเด่นชัดจนต้องขอแวะถ่ายรูปดีๆกันซักพักเลย

สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge, 神橋)

สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge, 神橋)

สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge, 神橋)

สะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge, 神橋)

TokyoAround-4200843

จริงๆสะพานข้ามได้ด้วยแต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ถ่ายรูปจากข้างนอกจะชื่นชมได้ดีกว่า

ในบริเวณสะพานชินเคียวก็ใกล้ตัวเมืองมากแล้วทำให้มีร้านอาหารอยู่ประปรายด้วย มีห้องน้ำมีร้านสะดวกซื้อมีบ่อน้ำพุสำหรับดื่มครบถ้วนเลยทีเดียว

หลังจากนั่งรถบัสกลับมาที่ป้ายที่ 2 จุดเริ่มต้นแล้ว ต่อไปก็คือการพักผ่อนซักพักหลบฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยหลังจากกางร่มเดินดูแถวๆนี้ก็ไปลงเอยเอากับร้านเค้กแถวๆนั้นหละ กินเค้กกันคนละก้อนก็รสชาติใช้ได้ แกล้มกับกาแฟให้พอหายเหนื่อย แต่ว่าคุณโอนเนอร์ที่เป็นเจ้าของร้านเค้กร้านนี้ดูอัธยาศัยไม่ค่อยดีเท่าไร (น่ากลัวเหมือนอารมณ์บูดมานาน) ซึ่งไม่ค่อยเจอในร้านญี่ปุ่นใดๆเท่าไร ไม่เป็นไร ได้นั่งพักให้หายเมื่อยก็จัดว่าโอเคแล้วหละ

โดยเนื่องจากตามที่เกริ่นไว้ข้างต้นวันนี้พวกเราจะพักที่นิกโก้นี่แหละ และเนื่องจากแถวๆนี้ร้านค้าปิดไวพอสมควรไม่มีข้าวเย็นกิน จึงเดินฝ่าฝนไปซุปเปอร์มาร์เกตแห่งเดียวในนิกโก้กันก่อน โดยเดินไปไม่นานจากสถานีรถไฟโทบุนิกโก้นั่นหละ ซุปเปอร์มาร์เกตที่ว่านี้ชื่อไลออนดอร์ (Lion D’or)

ไลออนดอร์ซุปเปอร์มาร์เกต

ไลออนดอร์ซุปเปอร์มาร์เกต

ซุ้มขายข้าวสารอัตโนมัติ

ซุ้มขายข้าวสารอัตโนมัติ

มาเย็นเลยเริ่มมีสินค้าลดราคามาแปะๆกันบ้างแล้วด้วย ก็เป็นการเดินเล่นซุปเปอร์ญี่ปุ่นตามปกติ หลายอย่างก็สอยมากินกันอย่างบันเทิงตามเรื่องตามราว ซื้อของและขนมกันมาเกือบๆคันรถนึงก็จ่ายเงินกันออกมา

ช็อปเสร็จก็ไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่ฝากไว้ล็อกเกอร์สถานีรถไฟ (ถ้ายังจำได้) จากนั้นก็นั่งใช้บริการแทกซี่เพื่อไปยังที่พัก โดยที่พักของพวกเราในคืนนี้คือ นารุซาว่า ลอด์จ (Narusawa Lodge) บ้านพักเล็กๆสไตล์บ้านไม้ ที่ได้จองกันมาแล้วเช่นเดิม

โดยจ่ายค่าแทกซี่ไปในราคา 790 เยน (ไม่มีมิเตอร์? หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่ว่าแทกซี่บริการดีมากเหนือชั้นจริงๆ) โดยเมื่อมาถึงที่บ้านพักและเข้าไปด้านในก็ได้พบว่า “ยูจิซัง” ที่เป็นเจ้าของบ้านพักนั้นไม่อยู่ ไปซุปเปอร์ไลออนดอร์ที่พวกเราเพิ่งมานั่นหละ เลยพักนั่งเล่นกันที่ห้องครัวซักพัก จากนั้นจึงโทรศัพท์ด้วยตู้หยอดเหรียญฟรีไปถามหายูจิซัง

รอกันไปซักครึ่งชั่วโมงก็ได้เช็คอินกับยูจิซังแล้ว เป็นโอนเนอร์ที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องมากและเป็นกันเองแบบสุดๆ นอกจากนั้นเรายังได้ห้องในชั้น 1 ที่ใหญ่สุดของบ้านพักอีกด้วย (เฮ) ด้วยราคา 12,400 เยนต่อคืนต่อ 4 คน (ตกคนละ 4,100 เยนเท่านั้นเอง) ก็ได้ห้องใหญ่ๆ นอนพักให้คลายเหนื่อยเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องรูหนูที่อิเคะบุคุโระกัน

TokyoAround-4200851

ห้องพักใหญ่ๆที่นารุซาว่า ลอด์จ

หลังจากเช็คอินได้เวลากินข้าว ห้องครัวของที่นี่ใช้ได้เลยมีทั้งไมโครเวฟและเตาอบ น้ำฟรี เครื่องดื่มฟรี ชาเขียว กาแฟ นม ฟรี มีตู้เย็นพร้อม

ข้าวเย็นในคืนนี้

ข้าวเย็นในคืนนี้

มีเรื่องเยอะที่อยากบันทึกไว้ในบันทึกเช่น ระหว่างแพตตี้กำลังใช้ๆไมโครเวฟไฟก็ดับเบรกเกอร์ตก (สมที่เจ้าตัวเคลมว่าทำอาหารไม่เก่ง ฮา) หรือไม่ก็ฝรั่งนักท่องเที่ยวจากประเทศอังกฤษจำนวน 2 คนผู้เพิ่งเดินทางไปประเทศไทยแล้วอุปกรณ์แคมป์ส่งกลับไม่ถึงอังกฤษ (ตอนแรกก็กำลังจะด่าไปรษณีย์ไทย แต่พอเช็คให้แล้วของส่งถึงดีแต่ไม่มีคนรับที่อังกฤษตะหาก!!) ก็ได้ช่วยเหลือกันไป หลายๆเรื่อง จากนั้นก็จบวันอย่างแฮปปี้ดี เป็นการเที่ยวนิกโก้ที่พลาดๆ หลายอย่างแต่ก็สนุกมากสำหรับวันนี้

แถมพก: รีวิวที่พัก นารุซาว่า ลอด์จ

  • ราคาดีมากเมื่อเทียบกับคุณภาพที่พัก
  • โอนเนอร์พูดภาษาอังกฤษได้ดี อัธยาศัยดี พูดเรื่องทั่วไปคุยได้สไตล์คุณลุงมากประสบการณ์
  • สิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ขาดแค่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ (ติดต่อโอนเนอร์ได้ แต่ว่าไม่สะดวกนัก)
  • เตียงนุ่ม ทีวีมีให้ดู มีโต๊ะในห้อง กว้าง พื้นไม้
  • ห้องน้ำสะอาด มีผ้าขนหนูและชุดนอนให้เช่า
  • มีบริการรับส่งระหว่างบ้านพักและสถานีรถไฟ รวมถึงบริการพาไปออนเซนใกล้ๆฟรี
  • ไม่มีอาหารให้บริการ ยกเว้นมื้อเช้ามีอาหารเช้าสไตล์ฝรั่งในราคา 500 เยน

เป็นที่พักที่ดีมากๆจริงๆ ถ้าใครไปที่นิกโก้แล้วอยากได้ที่พักในราคาไม่สูงมาก ขอแนะนำที่นี่อย่างสูง สำหรับบรรยากาศโดยรวมดูได้จากด้านล่างนี้

คอมเมนต์กัน!