อันนี้สินะไข่ดำที่เขาว่าดังๆ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามันเริ่มมาจากในทริปที่สองของผมในปี 2015 (หรือก็คือทริปญี่ปุ่นไปรอบๆที่เคยเขียนมาก่อน) เคยมีแปลนจะมากินไข่ดำกันที่หุบเขานรกโอวาคุดานิ ที่เขาว่าดังกัน แต่ด้วยตอนนั้นมีการเพิ่มระดับการระวังภัยรอบภูเขาไฟ (Volcano Activity Alert) รอบภูเขาฮาโกเน่เป็นระดับ 2 (ผลจากแผ่นดินไหวเล็กในบริเวณ) ทำให้มีการหยุดการให้บริการของกระเช้าฮาโกเน่โรปเวย์และบริการหลายอย่าง พวกเราที่เพิ่งไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกๆ ก็เลยยกเลิกแปลนไปก่อนเนื่องจากไม่ได้ศึกษาทางหนีทีไล่ในการเดินทางมาด้วย

ผ่านมาสองปี ภาวะการปะทุของภูเขาฮาโกเน่ก็ลดลงเยอะ ตัวผมเลยคิดว่าจะไปเที่ยวที่นี่ให้หายสงสัยกันไป ซึ่งเมคุงที่ไปด้วยกันคราวนี้ก็คิดแบบเดียวกัน เลยปาร์ตี้กันเที่ยวเป็นไซด์ทริปของการไปเที่ยวญี่ปุ่นในปี 2019 นี้ ซึ่งก็อยากจะเที่ยวรอบฮาโกเน่แบบสบายๆ เลยเลือกที่จะทำทริปแบบเน้นเดินทางชมวิวแบบคลาสสิกฮาโกเน่กัน

ศึกษาข้อมูลและเตรียมตัว, ภาพรวมการเที่ยว

โดยที่ๆ พวกเราจะไปเที่ยวกันคือ ฮาโกเน่ (Hakone, 箱根町) ที่อยู่ในจังหวัดคานางาวะ ขึ้นชื่อเรื่องวิวทิวทัศน์ที่งดงาม ออนเซน ภูเขา และวิวที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิอย่างชัดเจน เมืองนี้อยู่ทิศตะวันตกของโตเกียว เดินทางใช้เวลาไม่นานมากนัก (ไม่เกิน 2 ชม.) โดยหลักๆแล้วการเดินทางในฮาโกเน่นี้จะใช้บริการของบริษัท โอดะคิว (Odakyu, 小田急) เป็นหลัก ซึ่งมีให้บริการทั้งรถไฟฟ้า, รถราง, รถไฟท้องถิ่น, โรปเวย์, บัส โดยในวันนี้พวกเราจะได้เดินทางกับครบทุกชนิดเลยทีเดียว

เจ้าโลโก้ของฮาโกเน่ฟรีพาส

แน่นอนว่าตามมากับราคา พวกเราจึงเลือกตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่านั่นคือการมาซื้อ ตั๋วฮาโกเน่ฟรีพาส (Hakone Freepass, 箱根フリーパス・きっぷ) ที่มีขายที่ตู้ขายตั๋วของโอดะคิวทุกสถานี (พวกเรามาซื้อกันที่ชินจูกุ ซึ่งเป็นต้นทางของสาย) ซึ่งฮาโกเน่ฟรีพาส (จะขอเรียกย่อว่าฟรีพาส) จะประกอบไปด้วย

  • การเดินทาง (ไป – กลับ) ด้วยรถไฟสายโอดะคิว จากสถานีชินจูกุไปยังสถานีโอดาวาระ อย่างละ 1 เที่ยว
  • การเดินทางด้วยยานพาหนะภายในฮาโกเน่ทั้งหมด 8 แบบไม่จำกัดจำนวน
  • ระยะเวลา 2 วัน ราคา 5,140 เยน (แบบ 3 วันก็มี)

ทั้งนี้ สำหรับการเดินทาง (ไป-กลับ) ระหว่างชินจูกุกับโอดาวาระนั้นจากในพาสคือเราจะนั่งสายโอดะคิวไปนั่นหละ แต่มันจะนับแค่สายปกติไม่มีการสำรองที่นั่ง หรือกล่าวคือต้องลุ้นที่นั่งเอาเอง ฉะนั้นมันเลยมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่อ โรมานซ์คาร์ (Romancecar, ロマンスカー) ซึ่งเป็นรถไฟด่วนพิเศษโรแมนซ์คาร์ของสายโอดะคิว จุดขายคือทุกที่นั่งต้องทำการจองล่วงหน้า (ได้นั่งแน่นอน 90 นาทีแรกของการเดินทาง) และยังรวมไปถึงรถไฟมีความสวยงาม มีที่นั่งแบบตู้ชมวิวเป็นกระจกบานกว้างๆ แบบรูปที่แปะให้ดูข้างล่างนี่หละ

แน่นอนการได้นั่งสบายๆ ย่อมดีกว่าเริ่มต้นวันด้วยความทรมานจากการยืน 90 นาที พวกเราเลยจองตั๋วไปก่อนจากเมืองไทยผ่านเว็บไซต์ของโรมานซ์คาร์โดยตรง (ลิงค์นี้) ข้อดีคือจองได้จากไทยเลย ตัดบัตรเครดิตไทยได้ด้วย และยังสามารถปรับเปลี่ยนรอบการนั่งได้ผ่านเว็บไซต์โดยตรง สะดวกและยืดหยุ่นต่อการใช้งาน

หน้าจอการจองโรมานซ์คาร์ เข้าใจไม่ยาก

ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือจะไปลงที่สถานีฮาโกเน่-ยุโมโตะ หรือสถานีโอดาวาระดี คำตอบคือลงที่ไหนก็ได้ เพราะอย่างไรก็มีรถไฟไปต่อได้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือเวลาสำหรับการเดินทางต่างหาก ในช่วงบางเวลา โรมานซ์คาร์จะไปสุดแค่โอดาวาระ แต่หลายๆขบวนก็จะไปสุดที่ฮาโกเน่-ยุโมโตะเลย (ซึ่งจะดีกว่าถ้าไปลงที่นี่เลย ไม่ต้องต่อรถหลายที) โดยตารางเวลาสำหรับการเช็คจะหาได้จาก (ลิงค์นี้)

เตรียมตัวก็พร้อมแล้ว จองก็จองแล้ว และเมื่อแผนการเดินทางทุกอย่างโอเค (แบบหัวข้อข้างๆ นี้ จะสังเกตว่าต้องเดินทางเยอะมาก เวลาต้องเป๊ะตามไปด้วย) ก็ได้เวลาเดินทางจริงกันแล้วหละ!

ลำดับการเดินทางในบทความนี้

สถานีชินจูกุ (Shinjuku Station, 新宿駅)

ต้นทางการเดินทาง (และเป็นปลายทางสำหรับกลับโตเกียวเช่นกัน) โดยเราจะเดินทางด้วยโอดะคิวไลน์ (เดินทางได้รวดเร็วด้วยรถไฟพิเศษโรมานซ์คาร์)

สถานีโอดาวาระ (Odawara Station, 小田原駅)

เป็นสถานีใหญ่ระดับชุมทางสำหรับการเดินทางในภูมิภาคนี้ เราจะไปขึ้นรถไฟสายโลคอลกันต่อ ~90 นาที

สถานีฮาโกเน่-ยุโมโตะ (Hakone-yumoto Station, 箱根湯本駅)

เมืองน้ำพุร้อนที่ดูน่าเที่ยวมาก หลังจากนี้จะเข้าโซนภูเขาอย่างชัดเจน ~35 นาที

สถานีโกระ (Gora Station, 強羅駅)

ต้นทางของการขึ้นเคเบิลคาร์ไต่เขา สัมผัสบรรยากาศแบบสวิส (???) มีการขึ้นเนินทางชันมากมาย ~40 นาที

สถานีโซอุนซัง (Sounzan Station, 早雲山駅)

สถานีสำหรับมาขึ้นโรปเวย์เพื่อไปยอดเขา ตรงนี้กำลังปรับปรุงทั้งสถานี แต่ก็ใช้งานได้ ~10 นาที

สถานีโอวาคุดานิ (Owakudani Station, 大涌谷駅)

ไฮไลท์ของการเที่ยววันนี้ หุบเขานรกโอวาคุดานิ ก็จะมาเยี่ยมชมที่นี่พร้อมกินไข่ดำนั่นหละ อยู่บนเขาฮาโกเน่แบบเต็มๆ ~10 นาที

สถานีโทเกนได (Togendai Station, 桃源台駅)

ปลายทางของโรปเวย์ มาเพื่อเตรียมขึ้นเรือกัน วิวตรงแถวนี้น่าจะสวยมากเลยทีเดียว (?) ~20 นาที

ท่าเรือโมโต-ฮาโกเน่ (Moto-Hakone Port, 元箱根港)

ท่าเรือปลายทางมาเพื่อส่องศาลเจ้าฮาโกเน่และทานข้าว (?) เป็นปลายทางของการเดินทางในตำบลนี้ ~45 นาที

ป้ายรถบัสมิชิมะสกายวอล์ค (Mishima Skywalk Bus Stop, 三島大吊橋)

แวะเที่ยวสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นกันก่อน กับวิวพระอาทิตย์ตกดินที่น่าประทับใจ ~30 นาที

ป้ายรถบัสสถานีมิชิมะ (Mishima Station, 三島駅)

ปลายทางของการใช้ฮาโกเน่ฟรีพาสในวันนี้ ~40 นาที

สถานีนูมาสึ (Numazu Station, 沼津駅)

จากปลายทางทริปของวันนี้สู่ปลายทางทริปใหม่ เดินทางนอกเขตที่สามารถใช้ซุยกะได้เป็นครั้งแรก ( ! ) ~15 นาที

แจ๊คพ็อตแตกตั้งแต่เริ่มเดินทาง

วันเดินทาง (30 ม.ค. 62) พวกเราก็ตื่นเช้ากันกว่าปกติ ซักราวๆ 7 โมงครึ่งก็มาถึงสถานีชินจูกุแล้วหละ ตามแผนอันแม่นยำก็ทำให้เดินทางมากดตั๋วฮาโกเน่ฟรีพาสก่อนเลย ราบรื่นง่ายดาย มีเมนูภาษาอังกฤษพร้อม

แต่ครับ ที่วางแผนไว้ดูแม่นยำข้างบนน่ะ พังตั้งแต่แรกเลยเนื่องจากว่า รถไฟโรมานซ์คาร์หยุดการให้บริการกระทันหัน ด้วยสาเหตุบางอย่าง (เขาไม่บอกสาเหตุ) โดยเมื่อลองไปที่ส่วนของชานชาลาสายโอดะคิว เจ้าหน้าที่สถานีก็ให้แผ่นบางๆ เป็นไกด์กู้สถานการณ์มาแผ่นนึง พร้อมบอกว่า “เดี๋ยวจะคืนเงินค่าจองโรมานซ์คาร์ให้นะครับ (ภาษาอังกฤษฟังยากๆ)” แต่การคืนเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญ!! ประเด็นสำคัญคือจะไปฮาโกเน่ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ตารางเวลาทั้งหมดต้องล่มไป

พอถามเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกให้ไปขึ้นที่สายโชนันชินจูกุ.. พอไปที่ประตูเข้าสายโชนันชินจูกุก็ถามพนักงาน แต่ดันเหมือนกับจะสื่อสารให้เขาทราบไม่ได้ว่า กรณีโรมานซ์คาร์เสียนี่จะทำยังไง.. เลยต้องเดินวนไป-มา ภายในสถานีตั้งนานแสนนาน และสุดท้ายก็กลับมาแถวสายโอดะคิว และเจอพนักงานที่ดูจะพูดจากันรู้เรื่อง จนได้ขึ้นจนได้ (เป็นสายโอดะคิวธรรมดา แลกมาด้วยการยืน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ไปหละนะ)

ทีนี้เมื่อลองมาอ่านใบที่พนักงานให้ตั้งแต่แรกแบบดีๆ เลยได้รู้ว่าหลักในการเดินทางเมื่อซื้อฟรีพาส แล้วสายโรมานซ์คาร์ที่เล็งจะโดยสารปิดให้บริการ.. ก็คือ นั่งสายอะไรก็ได้ภายในเครือข่ายรถไฟ จะไปรูทไหนก็ได้ เพียงแต่ต้องไปใช้พาสฯ ออกทีเดียวที่สถานีโอดาวาระแค่นั้นเอง แต่ที่จะสับสนก็ือสายรถไฟของญี่ปุ่นมันมีเยอะมาก หลายเส้นทางสุดๆ ฉะนั้นถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ใจเย็นๆ แล้วหาสายรถไฟอะไรก็ได้ขอแค่ไปออกสถานีปลายทางได้ก็พอครับ (จะต่อรถกี่ต่อระหว่างเดินทางก็ไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ไม่ออกสถานี)

แต่ระหว่างยืนอยู่ในรถไฟระหว่างเดินทางไปนี่ก็เจอกับอุบัติเหตุฉุกเฉินของรถไฟอีก ระดับที่มีหน้าจอเตือนหยุดฉุกเฉิน (Emergency Stop) ขึ้นที่ทุกจอแสดงผลในขบวนเลย ไม่ทราบว่าเหตุอะไร.. แต่หลังจากหยุดไปซัก 5 นาทีรถไฟก็ออกเดินทางตามปกติ ทำไมเช้านี้ถึงเริ่มต้นด้วยความฉุกละหุกขนาดนี้นะ!!!

เริ่มต้นการเดินทางในเขตจังหวัดคานางาวะ

ผ่านเวลาเดินทางมาเกือบ 90 นาที ในที่สุดก็เข้าเขตของจังหวัดคานางาวะที่สถานีโอดาวาระกันแล้วหละ สถานีนี้ค่อนข้างใหญ่โต.. (ตอนแรกคิดว่าจะเป็นแค่สถานีบ้านนอก แต่ดูแล้วน่าจะเป็นฮับของจังหวัดนี้เลย) แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้เดินเล่นมากนัก เพียงแค่ผ่านเข้าไปนั่งในรถไฟสายโอดะคิวฮาโกเน่กันต่อ ซึ่งถ้าเข้าเขตการเดินทางในฮาโกเน่ ป้ายสถานีจะเริ่มบอกระดับความสูงจากน้ำทะเลแล้ว ตอนนี้เป็นที่ 14 เมตร แต่จะไปสุดที่เท่าใดเดี๋ยวได้รู้กันต่อไป

14 เมตรจากน้ำทะเล


สถานีที่พวกเรามาต่อรถเพื่อเตรียมไต่ขึ้นเขาคือสถานีสถานีฮาโกเน่-ยุโมโตะ (ระดับความสูงจากน้ำทะเล 96 เมตร) อันเป็นเมืองบ่อน้ำพุร้อน ดูจากภายนอกคือน่าเที่ยวมาก!!!!! มีควันจากตัวเมืองฉุยๆมาตลอดเลย ประกอบกับตัวเมืองเป็นลักษณะของเมืองเนินเขาลาดเอียง น่าเสียดายที่ว่าพอเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบเราๆ ก็จะผ่านมันไปเพื่อขึ้นเขาฮาโกเน่หละนะ แต่คิดว่าถ้ามีโอกาสอยากจะมาลองค้างที่เมืองแบบนี้ซักครั้ง

เมืองบ่อน้ำพุร้อนฮาโกเน่-ยุโมโตะ

ทีนี้รถไฟที่จะขึ้นต่อจะเปลี่ยนเป็นขบวนสีแดงที่ชื่อ รถไฟสายฮาโกเน่โทซัง (Hakone Tozan Train, 箱根登山電車) ซึ่งจริงๆแล้วรถไฟสายนี้ก่อสร้างมานานมากแล้ว จุดเด่นคือขบวนรถที่เป็นสไตล์เรโทรสมอายุที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี  1950

ตู้ขบวนสีแดงที่สวยงาม

ระหว่างทางไปยังสถานีต่อไปจะเป็นเส้นทางที่ผ่านทัศนียภาพหลากหลาย ทั้งถ้ำ ทั้งภูเขา สลับกับการขึ้นเนินลาดเอียงสูงชัน ถ้าฟังจากที่บรรยายไม่ผิด เห็นว่ารางรถไฟสายนี้ออกแบบมาให้เกิดผลกระทบกับธรรมชาติให้น้อยที่สุดด้วย ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะวิวข้างทางค่อนข้างสวยงามและดูอุดมสมบูรณ์ดีทีเดียว

ทัศนียภาพระหว่างกำลังโดยสารรถไฟสายฮาโกเน่โทซัง


คงจะดีไม่น้อยถ้าได้ลองนั่งรถไฟสายนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูใบไม้ร่วง เพราะเห็นหนังสือไกด์บอกเล่าว่าทิวทัศน์จะสวยงามขึ้นอย่างที่เทียบกับหน้าหนาวไม่ได้เลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้ว การเห็นทิวทัศน์แห้งผาดโทนสีอ่อนขาว ก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของหน้าหนาว ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้ว ก็ไม่สามารถเห็นทิวทัศน์ที่ดูเหงาแบบนี้ได้ในฤดูอื่นเช่นกันนะ

นั่งเพลินขึ้นเขาไปได้ประมาณ 40 นาทีพวกเราก็มาถึงสวิสเซอร์แลนด์.. เอ้ย สถานีโกระ ที่มีการตกแต่งให้เหมือนกับสวิส..

ที่สถานีโกระนี้จะอยู่ 541 เมตรเหนือน้ำทะเล โดยเป็นสถานีต้นทางของ เคเบิลคาร์สายฮาโกเน่โทซัง (Hakone Tozan Cable Car, 箱根登山ケーブルカー) ที่จะพาพวกเราขึ้นสู่ยอดเขา โดยตามปกติแล้วการเดินทางหลักจากนี้จะไม่ค่อยมีความซีเรียสด้านเวลามากนักแล้ว (พาหนะมารอบถี่ไม่เกิน 20 นาทีต่อรอบ) สามารถผ่อนคลายกับการเดินทางได้จนกว่าจะไปนั่งรถบัสที่ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง ด้วยเหตุนี้เลยแวะกินข้าวเช้าเป็นเซ็ตฮอตด็อกและกาแฟ (500 กว่าเยน) รวมถึงเดินเล่นส่องของฝากแถวๆ นั้นดูเป็นแนวทางด้วย


พินDX, ของประจำท้องถิ่นที่อดหมุนไม่ได้


ทั้งนี้เหมือนเช่นเดิม พวกเราสามารถขึ้นเคเบิลคาร์ได้ด้วยฮาโกเน่ฟรีพาส และในทางขึ้นเขานี้จะค่อนข้างชัน ถ้าอยากนั่งสบายๆ ก็แนะนำให้รอขึ้นขบวนใหม่ ที่มาในเวลาไม่ช้าจะดีกว่า

เคเบิลคาร์มาแล้วๆ



สภาพในเคเบิลคาร์จะเอียงๆหน่อยแบบนี้

ผ่านไปแค่สิบนาที ก็มาถึงสถานีโซอุนซังกันแล้ว และนั่นหมายความว่าพวกเราเกือบจะมาถึงยอดเขากันแล้วหละ (ตรงนี้สูง 767 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแล้ว) โดยตอนที่ไปเที่ยวนี้ (มกราคม 2019) สถานีแทบจะเรียกได้ว่ากำลังปิดซ่อมเกือบทั้งหมด ต้องเดินผ่านทางที่กำหนดไว้เท่านั้นไม่ได้มองดูทัศนียภาพใดๆ เลย คาดว่าจะสมบูรณ์เพื่อรับโอลิมปิคในปี 2020 แน่ๆ


มารอขึ้นกระเช้ากัน

มารอขึ้นโรปเวย์ที่สถานีโซอุนซังนี้จะเป็นสถานีต้นทางของ ฮาโกเน่ โรปเวย์ (Hakone Ropeway, 箱根ロ-プウエイ) ที่เป็นกระเช้าข้ามเขาลึกและสูง โดยห้องโดยสาร (เหมือนญี่ปุ่นจะทับศัพท์ว่ากอนโดล่า) จะบรรจุได้ 18 คนต่อหนึ่งห้อง และออกทุก 1 นาที และมีเตือนว่าการเดินทางด้วยกระเช้าอาจจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศและกำมะถันบางส่วนจากควันภูเขาไฟ ใครที่เป็นโรคประจำตัวที่เซนซิทีฟต้องระวังกันด้วยนะ

อนึ่งเรื่องที่ควรระวังสำหรับการวางแผนในการเดินทาง คือมีสิทธิที่กระเช้าจะหยุดให้บริการอย่างกระทันหันเนื่องจากการประทุบางส่วนของควันภูเขาไฟได้ ดังนั้นจึงต้องทำการตรวจสอบในวันที่จะเดินทางด้วยเว็บไซต์ทางการ (ลิงค์นี้) สำคัญมากที่เดียว อย่าเผลอลืมเช็คกันหละ อ้อ แต่ถึงจะมีการหยุดให้บริการกระเช้าในบางเวลา ก็ยังมีรถบัสที่คอยให้บริการเสริม ซึ่งทำให้การเดินทางราบรื่นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ด้วย

มุมมองจากกระเช้านั้นค่อนข้างสวยงามน่าประทับใจมากๆ ตั้งแต่เริ่ม วิวสวยงามแบบอากาศหนาวแห้ง กลายเป็นขับเน้นความแข็งแกร่งของภูเขาออกมาได้อย่างชัดเจน บอกได้เลยว่าการเดินทางด้วยกระเช้านี่เป็นประสบการณ์ที่ดี คุ้มค่าเงินทุกบาทเลยทีเดียว โดยระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับวิว พวกเราก็มาถึงสถานีต่อไปได้อย่างไม่นานนัก

กระเช้าพาไต่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ

ทั้งนี้สำหรับใครที่มีโอกาสได้ไปที่นี่ แนะนำว่าตอนนั่งกระเช้าให้พยายามนั่งทางซ้ายนะครับ เพราะวิวที่ได้จะเป็นมุมโดยตรงของ หุบเขาโอวาคุดานิ (Owakudani, 大涌谷) ที่พวกเรามาเยือนกันในวันนี้ จึงคงเป็นเรื่องดีที่จะได้มองเจอกันเนิ่นๆตั้งแต่ตอนนี้เลยใช่ไหมหละ

มุมมองผ่านหุบเขาที่อลังการ

เที่ยวเขาไฟ ชิมไข่ดำ งามล้ำทิวทัศน์ กำมะถันรมควัน

ความรู้สึกแรกที่ได้มาตรงนี้คือ.. นักท่องเที่ยวเยอะมากน้ำตาจะไหล (ฮา) โดยที่ๆ ลงก็เป็นไฮไลท์ประจำวันนี้ของพวกเรา หุบเขาโอวาคุดานิ ซึ่งจากตาเห็นก็จะมีทั้งควันพวยพุ่ง บ่อน้ำร้อน วิวสีขาวสลับเหลืองและเขียว และกลิ่นเหม็น (?) โดยสาเหตุที่นำมาซึ่งทัศนียภาพแบบนี้เพราะตัวหุบเขาเกิดมาจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อ 3,000 ปีก่อน และแน่นอนว่าจนบัดนี้ ใต้พื้นผิวบริเวณนี้ก็ยังคงมีความร้อนจากแกนโลกไหลเวียนตลอดเวลา ทำให้ทางภาครัฐเองแม้จะมีการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมก็ยังคงต้องมีการตรวจสอบและเฝ้าระวังระดับการปะทุของไอกำมะถันตลอดเวลา

โดยสถานีนี้อยู่เหนือจากระดับน้ำทะเลถึง 1,040 เมตร และเป็นความสูงที่สุดของการเดินทางในวันนี้

โดยพวกเราเองเมื่อลงมาก็จะเจอกับส่วนขายของก่อนเลย (?!) แต่ยังไม่คิดจะเดินดูก็ออกไปดูวิวกันก่อนดีกว่า และแน่นอนได้เวลาของการหยิบขาตั้งกล้องออกมาถ่ายรูปซักนิด วิวในบริเวณนี้เองแม้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแต่ต้องยอมรับว่ามีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์มาก (ดูไปก็คล้ายๆ บ่อออนเซนขนาดใหญ่เลย) การที่เรามาในหน้าหนาวนี้แม้จะต้องทนกับอากาศที่เริ่มหนาวมากเพราะว่าอยู่ยอดเขา แถมภูเขาก็ไม่ได้มีดอกไม้บานหรือใบไม้เปลี่ยนสี แต่เชื่อได้ว่าวิวในสถานที่แห่งนี้จะหน้าไหนก็น่าจะมีความงามที่แตกต่างและคุ้มจะมาดูแน่นอน

วิวสวยน่าประทับใจ


มันดูเหงา หนาว และทรงพลังไปพร้อมๆกัน


กระเช้าที่เดินทางกันมา จากมุมมองบนเขา

จริงๆ แล้วบนนี้น่าจะเป็นจุดที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง แต่คงต้องอาศัยโอกาสที่ฟ้าเปิดด้วย ซึ่งตอนที่มามันปิด.. พวกเราเลยเดินเล่นทั่วไปในบริเวณซะก่อน โชคดีที่การมาถึงในจุดนี้ของพวกเรานั้นเลทกว่าเวลาตามตารางเพียงแค่ราวๆ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง (จริงๆ ก็เยอะอยู่ แต่ตอนแรกคิดว่าจะเป็นไปในแง่ร้ายสุดคือเลท 2 – 3 ชั่วโมงครับ)

ในบริเวณเองก็มีทั้งศาลเจ้าเล็กๆ ท่านจิโซ ยอดเขาฮาโกเน่ (?)

และเมื่อเดินๆ นิดหน่อยแล้วต้องไม่ลืมอาหารการกิน ตอนนี้เที่ยงแล้วและพวกเรายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลยเนื่องจากเหตุไม่คาดฝัน ประกอบกันที่นี่นั้นมีอาหารเลื่องชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ ไข่ดำ (黒卵) ซึ่งเป็นไข่ไก่ต้มด้วยบ่อน้ำร้อนจากหุบเขานรก (จากที่นี่นั่นแหละ) แต่เมื่อประกอบกับตำนานเล่าขานของไข่นี้ที่ว่า “กินไข่ดำ 1 ฟอง อายุยืนขึ้น 7 ปี” ทำให้มันเป็น..อาหารขึ้นชื่ออย่างแรงและเป็นสุดยอดของฝากจากฮาโกเน่ได้เลยทีเดียว

ไข่ดำ เด่นไม่เด่นก็มีรูปปั้นสรรเสริญให้แหละ

ซึ่งบริเวณที่ขายไข่ดำเองก็จะอยู่ที่สถานีกระเช้า หาเจอได้ไม่ยาก มีจุดจำหน่าย 2 จุดโดยประมาณ ลวกขายเป็นรอบๆ ใครเห็นก็ซื้อก่อนค่อยเดินเที่ยวก็ได้ โดยทางเราก็ได้ทดลองซื้อกันมาแล้ว 1 แพค 5 ฟอง สนนราคาเพียง 500 เยน (อย่าคิดเด็ดขาดว่ากินไข่ต้ม 5 ฟองราคา 170 บาท) ซึ่งไข่ดำนั้นเปลือกไข่มันก็ดำสมชื่อ ดำด้านๆ ไม่สะท้อนแสง ดูแล้วน่าลองกินดีจริงๆ

เอาหละพอซื้อมาแล้วก็ได้เวลามาแกะห่อลองกิน โดยที่แน่ๆ ด้วยปริมาณคนขนาดนี้ไม่มีที่ให้นั่งชิลแกะไข่กินกันแน่นอน แต่จะมีแท่นให้ยืนพร้อมถังขยะสำหรับใส่เปลือกไข่ ก็ตอกเปลือกกันตรงนั้นแหละต๊อกๆๆ และเมื่อเห็นก็ต้องบอกว่า

อันนี้สินะไข่ดำที่เขาว่าดังๆ

ข้างในเปลือกก็แลดูสีขาวแบบไข่ต้มทั่วไป ตอนแรกคิดว่าจะเป็นสีดำแบบไข่เยี่ยวม้าซะอีก (?) โดยพอลองกัดทานดู ตอนแรกคิดว่าจะมีความหวานหรือความเค็มที่มากกว่าปกติ แต่ไม่สามารถคิดเข้าข้างหรือคิดไปเองได้แต่อย่างใด มันเป็นไข่ต้มจริงๆด้วย ไข่ต้มปกติ ความปกติของไข่ต้ม (ดำ) มันแผ่ซ่านไปทั่วปากแบบร้อนเหมือนต้องการให้คลายหนาว อ้อเกือบลืม ในซองมีเกลือให้ด้วยเอามาเหยาะจิ้มกันได้ตามใจชอบ

แต่ทั้งนี้ ทางร้านขายไข่ดำก็มีการทำแผ่นพับโฆษณาชวนเชื่อว่าเนี่ย ไข่ดำมีความเค็มละมุนและความชุ่มชื้นรวมถึงความอร่อยล้ำลึกอันให้คำจำกัดความว่ารสอูมามิมากกว่าไข่ต้มปกติถึง 1.2 เท่าทีเดียวนะ! และไม่ได้คิดไปเอง มีการทำเทสอย่างเป็นทางการด้วยกลุ่มประชากรอย่างเข้มข้น! ก็ถ้าเขาบอกแบบนั้นจะยอมเชื่อว่าอร่อยกว่าก็ได้!!

แต่ยังไงการกินไข่ก็ติดคออยู่ดี ฉะนั้นถ้าให้พูดสรุปสั้นๆเรื่องไข่ดำก็คือ ไปเที่ยวกัน 1 กลุ่มก็สั่งกันแค่ 1 ห่อก็พอครับ (ฮา) กินเกินกว่าหนึ่งฟองก็จุกแล้วหละ

ที่น่าสนใจคือเจ้าไข่ดำเนี่ยไม่ใช่แค่ต้มขายกันดื้อๆ แต่ว่าทางจังหวัดเขาก็พยายามผลักดันจนมันฮิตแบบครบวงจรอันไม่หยุดอยู่เพียงแค่อาหาร แต่ยังรวมไปถึงการตกแต่งสถานที่แบบเป็นเก้าอี้ หรือการร่วมมือกับเฮลโลคิตตี้เพื่อเป็นคิตตี้จังเวอร์ชั่นไข่ดำ และผลิตภัณฑ์โอทอปแบบสบู่ไข่ดำ ฟิกเกอร์ไข่ดำ พวงกุญแจ บลาๆ

อิ่มกับของคาว จากนั้นก็ไปกินของหวานทีบังเอิญเจอจากการไปพักหลบหนาวในศูนย์อาหารที่อยู่ในบริเวณลานจอดรถส่วนบุคคลที่จะอยู่ห่างจากสถานีโรปเวย์ไปหน่อย โดยมันเป็น “ซอฟท์ครีมไข่ดำ” ที่อร่อยมากแบบไม่น่าเชื่อ สีเหลือง – ส้มเข้มข้นแบบไข่แดง และรสชาติหวานอ่อนๆ กลิ่นหอมไข่ แอบคิดเหมาะกับการลองกินมากกว่าพระเอกประจำถิ่นแบบไข่ดำอีก

เมื่อใช้เวลาโต๋เต๋ทั้งกินอาหารและเดินเล่นซัก 1 ชม. ฟ้าก็เปิดพอดีตามที่คาดไว้ โดยสีของท้องฟ้าก็เป็นสีฟ้าสด เผยให้เห็นยอดภูเขาไฟฟูจิที่งดงามและมีหิมะปกคลุม สวยงามตามที่เกริ่นไว้ว่าเป็นสถานที่ชมภูเขาไฟฟูจิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเลย เมื่อเห็นแบบนี้ก็ต้องถ่ายรูปกันแบบกิจลักษณะกันหน่อย

ยอดภูเขาไฟฟูจิจากยอดเขาฮาโกเน่ หนึ่งในวิวที่ผู้เขียนประทับใจสุดๆ ตั้งแต่เที่ยวญี่ปุ่นมา

เรื่องเกี่ยวกับการส่องวิวภูเขาไฟฟูจิในเขตคันโตเนี่ย คือถ้าจะพูดถึงการเที่ยวในเขตโตเกียว ถ้าเพื่อนๆ เคยเริ่มได้มาซัก 2 – 3 ครั้งก็อาจจะมีความซ้ำเกิดขึ้นในใจ เช่น นาริตะก็กลายเป็นสนามบินแห่งหนึ่ง หรืออาซากุสะก็ไม่ได้หวือหวาสุดอีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่คุณออกต่างจังหวัดโดยมีของแถมเป็นการดูวิวภูเขาไฟฟูจิเนี่ย..

มันประทับใจมาก! มันมีความอิมแพคและแตกต่างของ แต่ละมุมมอง แต่ละสภาพอากาศ แต่ละความลุ้นว่าจะได้เป็นยอดเขาฟูจิหรือไม่ ซึ่งในฐานะของคนชอบถ่ายรูปแล้วมันค่อนข้างสนุกมากจริงๆ เหมือนมีความสุ่มที่ทำให้รู้สึกเร้าใจอยู่

ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ทุกครั้งที่คุณไปเที่ยวในเขตคันโต (ละแวกโตเกียว) ของญี่ปุ่น ลองใส่การดูฟูจิเข้าไปซักหนึ่งวัน จะได้รสชาติมากๆ เลย

ภาพฟูจิที่มีกระเช้าแบบนี้ด้วย คงจะดูได้จากแค่ที่นี่ไหมนะ


ชัดเจนสวยงาม

หลังจากซึมซับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติก็ได้เวลาที่จะไปต่อกันแล้ว อากาศเย็นๆ สบายๆ ค่อนไปทางหนาวแบบนี้เที่ยวภูเขาได้สนุกจริงๆ สำหรับบางท่านอาจจะเริ่มกลับโตเกียวกันได้หลังจากได้มาถึงโอวาคุดานิกัน แต่ว่าพวกเราเป็นการเที่ยวแบบคลาสสิค ฉะนั้นต้องให้ครบในฮาโกเน่เท่าที่จะทำได้กันเลย

ทะเลสาบต้องข้ามไปด้วยเรือแบบหรูหรา (?)

จุดมุ่งหมายต่อไปไม่ได้ขึ้นสูงอีกแล้ว แต่จะตรงดิ่งลงไปที่สถานีโทเกนไดด้วยโรปเวย์ โดยปกติแล้วเส้นทางนี้มักจะเริ่มรู้สึกได้ว่าคนน้อยจังเลย (น่าจะเพราะพึงพอใจกับการหม่ำๆ ไข่ดำแล้ว) โดยขาลงนี่วิวจะดูแห้งแล้งกันซักนิด แล้วก็ดูลงเร็วหน่อยๆ (?!)

จากนั้นเมื่อเหยียบสถานีโทเก็นไดปุป! ต้องรีบเดินไปตามทางเพื่อเข้าสู่ท่าเรือในทันที เพราะว่าตารางการออกเรือของตรงนี้ค่อนข้างห่างกันในแต่ละเที่ยว (40 นาทีโดยประมาณ) และด้วยพวกเราต้องรักษาเวลาแบบสุดๆ แล้วไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาชีวิตแน่นอน (จะกล่าวถึงในภายหลัง) ทำให้เราไปไหลๆ ขึ้นเรือกันตามกระแสก่อน

เรือที่พวกเรามาขึ้นกันนี้เรียกว่า เรือทัศนาจรชมทะเลสาบฮาโกเน่ (Hakone Sightseeing Cruise, 箱根海賊船) ซึ่งถึงแม้ชื่อจะบอกว่าชมทะเลสาบฮาโกเน่ แต่จริงๆมันคือ ทะเลสาบอาชิ (Lake Ashinoko, 芦ノ湖) โดยความเด่นที่เอามาเป็นจุดขายของที่นี่คือเป็นเรือโจรสลัด (เขาบอกแบบนั้น คือเป็นเรือใบสไตล์ยุโรปโบราณ) โดยให้บริการในรูปแบบของเรือโบราณนี้มาตั้งแต่ปี 1964 เลยทีเดียว!!!!  และปัจจุบันนี้มีเรือให้บริการอยู่ 3 ลำคือ รอยัลที่ 2, ควีน อาชิโนะโกะ และ วิคตอรี่ ซึ่งลำที่ขึ้นในคราวนี้จะเป็นลำชื่อ วิคตอรี่ โดยมีปลายทางคือท่าเรือโมโต-ฮาโกเน่ โดยแวะท่าเรือฮาโกเน่-มาจิ ใช้เวลาเดินทางรวม 45 นาที (โดยตารางการเดินเรือสามารถตรวจสอบได้จากเว็บ https://www.hakone-kankosen.co.jp/foreign/en/)

เดินไปขึ้นเรือแบบรีบๆ


ลำอื่นๆ ก็มีเจอบ้าง

เรือ “วิคตอรี่” ที่ได้อาศัยโดยสารนี่มีความสวยงามดี อลังการตามท้องเรื่อง หลังจากเรือออกมาซักพักเมื่อหันไปมองที่ท่าเรือได้พบว่าวิวตรงนี้ค่อนข้างประทับใจ แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องจ้าลงมาทำให้รู้สึกเหมือนทุกอย่างมีสีขาวเลย

พอขึ้นเรือก็ได้พบว่าแบ่งเป็นโซนปกติกับโซนไฮโซ ไม่มีที่นั่งบนดาดฟ้าเรือ ภายในเรือตกแต่งแบบย้อนยุคหน่อยๆ ที่ตลกคือกัปตันเรือก็แต่งสไตล์ยุโรปด้วยนี่หละ (ค่อนข้างอิน) เรือที่นี่ค่อยๆ ล่องด้วยความเร็วที่ไม่เร็วมาก พอให้ชมวิวได้อย่างสบาย ทั้งนี้ไม่ได้มีการจองที่นั่งกันแต่อย่างใด เลือกที่นั่งกันตามใจได้เลย

ภายในเรือ


แต่การนั่งเรือที่ใช้เวลานานขนาดนี้ ออกแบบมาให้พวกเราได้ขึ้นดาดฟ้าไปชมวิวสบายๆ รับอากาศหนาวกันอยู่แล้ว วิวของทะเลสาบอาชิในหน้าหนาวก็ดูเป็นสไตล์เหงาๆ เคล้าแสงแดดอ่อน ถ้าเป็นพวกฤดูที่ใบไม้เปลี่ยนสีน่าจะสวยมากเลยทีเดียว

ทะเลสาบอาชิในหน้าหนาว


โดยถ้าอธิบายง่ายสำหรับผู้ที่คิดจะไปลองนั่งเรือตาม ก็ตามปกติแล้วท่าเรือในทะเลสาบอาชิจะมี 3 แห่งคือ

  1. ท่าเรือโทเก็นได (จุดปลายทางโรปเวย์ ที่พวกเราขึ้นเรือมา)
  2. ท่าเรือฮาโกเน่-มาจิ (ตรงนี้มีด่านตรวจคนเข้าเมืองฮาโกเน่ จุดท่องเที่ยวยอดนิยม)
  3. ท่าเรือโมโต-ฮาโกเน่ (แถวนี้จะใกล้ศาลเจ้าฮาโกเน่มากสุด โดยเราจะลงท่าเรือนี้กัน)

ใครที่มีเวลาว่างขอให้ลองเลย โดยเฉพาะถ้าได้ซื้อพาสฯ มาตั้งแต่เช้า จะมานั่งสบายๆ รับลมชมวิว หรือนอนงีบพักผ่อนฟื้นฟูแรงกายแบบก็แฮปปี้ไปอีกแบบ การชมวิวจากในเรือเมื่อใกล้ถึงบริเวณของท่าเรือโมโต-ฮาโกเน่ เราจะเห็น ศาลเจ้าฮาโกเน่ (Hakone Jinja, 箱根神社) ที่มีโทริอิใหญ่สีแดงริมน้ำให้ได้ถ่ายรูปกันถนัดตาด้วย มุมนี้จะเห็นได้จากบนเรือเท่านั้น อย่าพลาดหละครับ

ศาลเจ้าฮาโกเน่จากบนเรือ


โดยเมื่อลงที่ท่าเรือโมโต-ฮาโกเน่ ก็ได้พบกับโทริอิขนาดใหญ่ตั้งรับก่อนเลย ปกติแล้วโทริอิขนาดนี้มักจะมีเฉพาะในศาลเจ้าดังๆ การที่มีแถวนี้แสดงว่าศาลเจ้าฮาโกเน่นี่ดังมากเลยทีเดียว และเมื่อลองตรวจสอบจากกูเกิ้ลแมป เหมือนว่าพวกเราต้องใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาทีจากท่าเรือในการเดินไปศาลเจ้าฮาโกเน่แบบไปแล้วกลับมาขึ้นรถบัสให้ทัน

ท่าเรือใบ (?)


ข้างทะเลสาบในแถวนี้ค่อนข้างสวย เพราะเหมือนกับแสงและหมอกมันลอยต่ำด้วย ทำให้ได้ภาพที่ดูแปลกตา คนก็น้อยดั่งฝันไป

แสงสวยมาก


พอชื่นชมธรรมชาติและเป็ดทั่วไปซักพักก็ตระหนักได้ว่า ถ้าเดินไปแล้วเดินกลับมาขึ้นรถบัสตอน 15:25 น. และต้องเวลานี้เท่านั้น ถ้าเลทกว่านี้จะอดเที่ยวไปหนึ่งที่.. ประกอบกับเห็นว่าทางขึ้นศาลเจ้าฮาโกเน่มันดูชันๆแบบบันได ก็สังหรณ์ว่าจะเหนื่อยแรง ประกอบกับยังไม่ได้กินข้าวอย่างจริงจัง เลยหันกลับมาหาข้าวกินแทนดีกว่า แถวนี้มีอะไรขึ้นชื่อบ้างไหมนะ (นอกจากไข่ดำ)

เดินหาซักพักก็พบกับความจริงอันโหดร้าย ว่าร้านปิดแทบจะหมดเลย.. เหลือเปิดร้านเล็กๆ ชื่อ คิสสะฟุกิ (喫茶富貴) ที่ขายอาหารชุดอยู่ ก็ต้องแวะกันหน่อย

ร้านอาหารเล็กๆ อบอุ่น


เลยสั่งชุดหมูทอดราดซอสมิโสะ อร่อยกว่าที่คาดไว้มาก ราคาก็ไม่แรงมาก (1,500 เยน)

เป็นร้านที่ดี คุณป้าเจ้าของร้านก็บริการดี ถ้ามาแถวนี้กินร้านนี้ก็คุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายไป เมื่อคิดว่าแถวนี้เป็นบริเวณท่องเที่ยวที่ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์สูงมากอยู่แล้ว.. เมื่อกินอิ่มก็มาซื้อขนมรอรถบัสที่บริเวณป้ายรถหน้าท่าเรือ (Motohakone-ko Bus Stop)  ป้าย F เพื่อขึ้น ชัทเทิลบัสโทไคสายสีส้ม (Tokai Orange Bus, 東海バスオレンジシャトル) ปลายทางสถานีมิชิมะ (Mishima Station, 三島駅)

ซึ่งอยากบอกว่ามันเป็นรถบัสที่เริ่มจะติ่งๆ แล้วด้วยเนื่องจากปรากฎในเลิฟไลฟ์!ซันไชน์!! บ่อยมากในฐานะรถบัสประจำเมืองนูมาสึ ตกใจเหมือนกันที่มันให้บริการมาถึงตรงนี้ ในป่าในเขาเลยนะ จากเมืองริมทะเลแท้ๆ

เราจะขึ้นสิ่งนี้เพื่อไปต่อกัน!


ปกติแล้วถ้าเป็นเส้นทางท่องเที่ยวฮาโกเน่แบบมาตรฐาน ก็จะขึ้นรถบัสวนกลับไปโอดาวาระแล้วขึ้นรถไฟกลับโตเกียวโดยจะสามารถเที่ยวจบได้ใน 1 วันแบบสบายๆ  แต่ว่าในบทความนี้จะเดินทางทะลุข้ามเขาตามแผนที่ด้านล่าง ซึ่งมันทำให้สะดวกว่าถ้าเราตั้งใจจะไปที่ มิชิมะ – นูมาสึ อยู่แล้วโดยไม่ต้องไปวนรถไฟให้อ้อม

เส้นทางในช่วงบ่ายของวัน

โดยก่อนจะไปถึงปลายทาง ก็แวะเที่ยวดูพระอาทิตย์ตกดินกันก่อนเพื่อความคุ้มค่า

มิชิมะสกายวอล์ค – สะพานแขวนที่เขาว่ายาวสุดในญี่ปุ่น

ก่อนจะรู้ตัวพวกเราก็ออกจาก จังหวัดคานางาวะ มาที่ จังหวัดชิซึโอกะ ซะแล้ว (ใช่! แค่แปปเดียวเท่านั้น) โดยจะไปแวะที่ มิชิมะสกายวอร์ค (Mishima Skywalk, 三島大吊橋) สะพานแขวนคนเดินที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่แกะกล่องที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2015

ลงป้ายปุปเดินตามทางก็ถึง

ที่นี่มีกิจกรรมหลักๆ ก็.. เดินชมวิว เดินข้ามสะพานแขวน มีสวนพฤกษศาสตร์ และก็พวกกิจกรรมกลางแจ้งแบบเอาท์ดอร์ โดยถ้าจะเข้าไปชมวิวและเดินข้ามสะพานแขวน จะต้องจ่ายค่าเข้าชม 1,000 เยนด้วย (แถมส่วนลดซอฟท์ครีม 50 เยน)

แว้บแรกหลังจากเดินมาหน้าสะพานก็คือมันค่อนข้างดูธรรมดาเล็กน้อย แล้วก็มีป้ายตัวอักษรของที่นี่ตัวใหญ่ๆ ตั้งไว้ให้ถ่ายรูปกันตามสมัยนิยม

ป้ายมิชิมะสกายวอล์ค แถมเคลมเสร็จว่ายาว 400 เมตร

และข้างหลังป้ายก็เป็นสะพานแขวนคนเดินสีขาวดังกล่าว ก็ดูสวยงามดีมีโครงสร้างทางวิศวกรรมศาสตร์ที่ดูแข็งแรงทนทาน ทางเดินจะเป็นทางแคบๆ เดินได้สบายแนวหน้ากระดาน 3 – 4 คน โดยมีตระแกรงตรงกลางนิดหน่อยให้คนที่ไม่ชอบความสูงพอจะหวิวได้ แต่มันก็มั่นคงพอที่จะไว้ใจได้แน่นอนครับ (ฮา)

สะพานแขวนที่นี่เป็นแบบนี้

เสียใจที่ฟ้าไม่ค่อยเป็นสีฟ้าเลย ค่อนข้างเป็นสีเทาตุ่นๆ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องลองเดินกันซัก 400 เมตรตามความยาวสะพาน โดยระหว่างเดินนี่บอกได้เลยว่าลมเย็นสบาย สดชื่น อากาศบริสุทธิ์ มุมมองก็ครบถ้วนทั้งทะเล ภูเขา

โดยตามที่บอกไปก่อนนี้ ที่นี่จะมีพวกกิจกรรมเอาท์ดอร์พวกการไปขี่รถวิบากหรือโรยตัวข้ามเขาด้วยเชือก ซึ่งแน่นอนว่าไม่ฟรี และดูเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับคนที่พักในรีสอร์ทแถวนี้มากกว่าด้วยนะ (?) โดยเมื่อเดินไปอีกฝั่งจะเป็นโซนของกิจกรรมพวกปีนป่ายๆ กับขายของฝาก ซึ่งตอนมานี่ก็ปิดกันจะหมดแล้วด้วยเพราะที่นี่ปิด 17:00 น.

อีกฝั่งของสะพาน


พอไม่มีอะไรเปิดมากก็เลยเดินถ่ายรูปเล่นแล้วเดินย้อนกลับ (แน่นอน 400 เมตร) พอกลับมาก็พบว่าพระอาทิตย์ตกดินแล้ว มองด้วยตาแล้วรู้สึกสวยงามมาก เสียดายอยู่อย่างเดียวที่ท้องฟ้าสีไม่เข้มเลย อย่างไรก็ตามต้องพยายามถ่ายรูปให้สวยหน่อยแล้วหละ

แถวนั้นมีป้ายแปะไว้ว่าวิวที่เรามองเห็นจะเป็นเขาหรืออ่าวอะไรบ้าง โดยเราเห็นไกลไปถึงอ่าวสุรุกะ (ที่พวกเราจะไปเที่ยวต่อกันพรุ่งนี้) เลยทีเดียว

การได้ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินพร้อมอากาศเย็นสบาย จัดว่าเป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้จิตใจได้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี จนทำให้สามารถลืมความเหนื่อยล้าจากการทำงานหลายเดือนได้ดีเลยทีเดียว

อนึ่ง ผมเองก็ไม่สามารถอยู่ชมได้นานกว่านี้ เพราะว่า..ต้องขึ้นบัสอย่างสายสุดๆ ที่เวลา 17:14 (ถ้านานกว่านี้จะต้องเดินไปขึ้นรถที่นอกที่จอดรถ และถ้าพลาดอีกทีจะหมดอย่างสิ้นเชิงต้องพึ่งแทกซี่.. ซึ่งเราก็ไม่ควรเสี่ยงขนาดนั้น!)

ใช้เวลาเดินทางไปพร้อมกับฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีส้มอาทิตย์ตกดินในรถบัสอีกประมาณแค่ 30 นาทีก็มาถึงปลายทาง สถานีมิชิมะ ซึ่งถือว่าจบการเดินทางด้วยตั๋ว ฮาโกเน่ฟรีพาส อย่างสมบูรณ์และคุ้มค่า (ถ้านับการเดินทางจากโตเกียวมาแถวๆ นี้ก็เกือบจะ 4,000 เยนแล้ว ดังนั้นถ้าอยากมาเที่ยวนูมาสึแบบผม แล้วพ่วงด้วยการเที่ยวฮาโกเน่ มาด้วยฟรีพาสนี่คุ้มค่าสุดๆไปเลย)

ปลายทางของฟรีพาส สถานีมิชิมะ

จบแล้วสำหรับการเดินทางในทริปฮาโกเน่ที่ (ค่อนข้าง) ฉุกละหุกในช่วงแรก แต่ก็ทำตามกำหนดการได้หมดเว้นแต่ไม่ได้เดินไปศาลเจ้าฮาโกเน่เท่านั้นเอง จะกลับมาแก้ตัวในฤดูกาลอื่นๆบ้าง ~~~ สำหรับทริปนี้ทางผู้เขียนจะเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยและเราจะไปค้างคืนกันที่เมืองนูมาสึ (沼津市) เป็นครั้งแรก และจะอยู่ที่นี่ 24 ชม. เต็มด้วย

สรุปได้ว่าฮาโกเน่นั้นคุ้มค่าที่จะมาเที่ยว แม้ว่าจะเป็นฤดูที่เขาปรามาสว่าโลว์ซีซั่นมากที่สุด ถ้าใครมีโอกาสก็ลองมากันหละ

คอมเมนต์กัน!