Skip to main content


สำหรับสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับทริปของแก๊งติ่งแบบพวกเราคือการที่จะต้องออกไปต่างจังหวัดกันบ้าง (?) แต่ว่าตามที่เคยบอกกันว่าพวกเรานั้นมีเงินทุนน้อยมากสำหรับทริปนี้ ฉะนั้นทางเลือกที่ลงตัวคือเราจะไปเมืองใกล้ๆ โตเกียวกันแบบเช้าไปกลับ และนั่นคือที่มาของตอนนี้!  ที่พวกเราจะไป เมืองคามาคุระ (Kamakura, 鎌倉市) และเกาะเอโนชิมะ (Enoshima, 江の島) คอมบิเนชั่นยอดฮิตที่มักเคยเห็นในมังงะญี่ปุ่นกัน

สารบัญ: ญี่ปุ่นไปดูไลฟ์

ตื่นเช้าตรู่และพาตัวเองไปสตาร์ทที่คามาคุระ

การเดินทางในวันนี้ทั้งวันเราจะใช้บริการพาสรถไฟที่ชื่อ เอโนชิมะ-คามาคุระ ฟรีพาส (Enoshima-Kamakura Freepass) ของบริษัทรถไฟเอกชนโอดะคิว (Odakyu) (รายละเอียดตามลิงค์) ความเทพของพาสนี้คือมันจะครอบคลุมการเดินทาง ไป-กลับ ชินจูกุไปยังคามาคุระ-เอโนชิมะ ได้ในราคาเพียงแค่ 1,470 เยนเท่านั้นเอง โดยเมื่อรวมกับค่ารถไฟจากที่พักพวกเราคือสถานีอาวาจิโช (Awajicho Station) จะทำให้ในวันนี้พวกเราเดินทางได้ทั้งทริปโดยจ่ายแค่ 1,870 เยนเท่านั้น (ราวๆ 600 บาท..เอาจริงๆคือถูกกว่าค่าเดินทางในไทยอีกเมื่อเทียบกับระยะ..)

หาป้ายกันราวๆนี้

วิธีการซื้อพาสนี้ก็ง่ายดายเพียงซื้อกับตู้ของบริษัทโอดะคิวที่บริเวณฝั่งตะวันตกของสถานีชินจูกุ ซึ่งต้องสังเกตป้ายให้ดีทีเดียวว่าเจอคำว่าโอดะคิวที่ไหน ก็เดินๆตามไปแล้วจะพบกับพวกตู้ขายตั๋วของบริษัทนี้ และสามารถซื้อพาสได้ด้วยตัวเองกันเลย

หลังจากนั้นก็ขึ้นรถไฟไปที่สถานีฟูจิซาว่า (Fujisawa Station) อันเป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟเข้าเมืองกับรถไฟท้องถิ่น โดยพวกเราจะไปขึ้นรถไฟสายที่จัดว่าเป็นเมนคอร์สสำหรับการท่องเที่ยวในวันนี้ นั่นคือ รถไฟฟ้าสายเอโนชิมะอิเล็กทริค หรือชื่อเล่นว่า เอโนเดน (江ノ電)

ทางไปสายเอโนเดนเด่นเป็นสง่า หาไม่ยาก

เจ้าเอโนเดนนี้มีจุดเด่นคือมันเป็นทั้งรถไฟและรถรางในเวลาเดียวกัน บางส่วนมันก็จะวิ่งในราง บางส่วนมันก็จะวิ่งบนถนน จุดขายของมันคือเป็นสายท่องเที่ยวไปมาระหว่างคามาคุระและเอโนชิมะนี่หละ โดยวันนี้เราจะเข้าไปที่สถานีคามาคุระ (Kamakura Station) กันก่อน เพื่อเที่ยวชมวัด

แผนที่สายรถไฟเอโนเดน จะเห็นว่าผ่านที่เที่ยวในวันนี้ล้วนๆเลย

หน้าตาจะดูโบราณหน่อยๆ

ศาลเจ้าสึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกุ, วัดโคโตกุอิน และวัดฮาเสะเดระ

ถ้าจะให้พูดถึงการมาเที่ยวที่เมืองคามาคุระแล้วจะพ้นการนึกถึงการไปเที่ยววัด (หรือศาลเจ้า) ไปเสียไม่ได้ แต่บรรยากาศตั้งแต่ก้าวเท้าลงแถวนี้ก็ช่างดูครึกครื้น เต็มไปด้วยของที่ระลึกและอาหารจนทำให้เผลอลืมนึกไปว่านี่เป็นทางเดินยาวสำหรับไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กันเลยทีเดียว

ย่านการค้าระหว่างทางเดินไปศาลเจ้าและวัด

ผ้าปิดตาลายพระใหญ่ โอ้ มีคอลาโบกับกินทามะด้วยเรอะ แล้วนั่นเลิฟไลฟ์อีก!?

เมื่อเดินไปจนสุดทาง ก็จะถึง ศาลเจ้าสึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกุ (Tsurugaoka Hachimangu, 鶴岡八幡宮) อันเป็นศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อที่สุดของคามาคุระ โดยประวัติแล้วเป็นศาลเจ้าที่สักการะ ฮาจิมัง เทพเจ้าแห่งสงคราม และศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ฝึกสอน “ยาบุซาเมะ” หรือการยิงธนูจากบนหลังม้า ทำให้ถ้าลองสังเกตดีๆในตัวเมืองแห่งนี้ จะมีโรงเรียนสอนขี่ม้าพร้อมยิงธนูอยู่เป็นพักๆ รวมถึงถ้ามาตามหน้าเทศกาลที่ถูกต้อง จะเจอการแข่ง / โชว์การขี่ม้ายิงธนูให้ดูด้วยนะ

จากสายตาของชาวต่างชาติอย่างเราๆ อาจจะดูไม่ออกว่าศาลเจ้าแต่ละที่ต่างกันอย่างไรด้วยตาเปล่า แต่ถ้าได้ลองค้นหาผ่านกูเกิ้ลดูซักเล็กน้อยก็จะทำให้สนุกกับการเดินเที่ยวไปได้ด้วยนะ

ศาลเจ้าสึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกุ

และตามปกติแล้ว แผ่นไม้เอมะในแต่ละศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงก็มักจะมีลวดลายหรือเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน สำหรับที่นี่ก็เช่นกัน แต่พิเศามากไปกว่าอีกขั้นด้วยการทำเป็นแผ่นไม้รูปใบแปะก๊วย ซึ่งตามตำนานแล้ว บุตรชายในตระกูลมินาโมโตะได้ถูกลอบสังหารใกล้ต้นแปะก๊วยนี้ และที่อัศจรรย์คือไม่มีใครเห็นคนที่ลอบสังหารนี่หละ เลยทำให้ต้นแปะก๊วยนี้ถูกเรียกว่า แปะก๊วยหลบซ่อน (Kakure Ginkgo)

ปัจจุบันแปะก๊วยดังกล่าวถุกทำลายโดยพายุไต้ฝุ่นไปเสียแล้ว แต่ว่าถ้าลองดูในภาพบนจะเห็นเขตสายสิญจน์กั้นบริเวณอยู่ข้างบันไดหิน นั่นคือตอไม้ของต้นแปะก๊วยดังกล่าวนั่นเอง

เรียกได้ว่าแม้ตัวตายจาก แต่ตำนานยังคงอยู่ อย่างน้อยก็ในรูปของแผ่นไม้เอมะนั่นเอง

แผ่นไม้เอมะรูปใบแปะก๊วย จะเห็นตอไม้ของต้นใหญ่ที่ปัจจุบันย้ายไปสักการะบูชาด้วย

นอกจากศาลเจ้าหลัก ในที่นี้ก็ยังมีศาลเจ้ารองแบบ ศาลเจ้ามารุยาม่า อินาริ (Maruyama Inari Shrine, 丸山稲荷社) ซึ่งเมื่อมีคำว่าอินารีในศาลเจ้าแล้วก็จะมีพวกรูปปั้นจิ้งจอกอยู่ปริมาณมาก (คล้ายๆ กับที่ดังในเกียวโตเลยนะ) ฉะนั้นก็ทำให้เดินได้เพลินๆอีกนิดเช่นกัน ความเก่าแก่ของศาลรองนี้ก็ดูขลังไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะ

ศาลเจ้ามารุยาม่า อินาริ

หลังจากเดินในบริเวณอย่างพึงพอใจก็ออกเดินทางต่อ ทีนี้จุดมุ่งหมายต่อไปจะเด่นยิ่งกว่าและเป็นที่รู้จักมากกว่าศาลเจ้าที่เพิ่งพาไปเสียอีก โดยเราจะเดินทางไปขึ้นรถไฟฟ้าเอโนเดนเหมือนเดิม และเลือกลงที่สถานีฮาเสะ (Hase Station) ในบริเวณนี้จะเป็นอีกย่านที่ได้รับความนิยมสูงสุดๆเหมือนกัน โดยเมื่อสอดส่องสายตามอง หนึ่ง สอง สาม ก็จะเห็นแต่ป้ายหลวงพ่อโตนี่หละ

ระหว่างทางเดินไปสถานที่เที่ยวในแถบนี้ จะเห็นหลวงพ่อโตเต็มไปหมด

ระยะทางไม่ห่างจากสถานีฮาเสะมากนัก ในไม่ช้าพวกเราก็มาหยุดอยู่หน้า วัดโคโตกุอิน (Kotoku-in Temple, 高徳院) เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ สุดยอดแลนด์มาร์คของคามาคุระที่ใครๆก็ต้องมา และแน่นอนว่าผู้คนพลุกพล่านมากๆ หาโอกาสถ่ายรูปแบบไม่มีคนยากสุดๆไปเลย

ลืมไป ค่าเข้าชมวัด 200 เยนนะครับ จัดว่าราคาไม่ค่อยสูงเมื่อเทียบกับแลนด์มาร์คดังๆ ที่เคยไปมา

ประตูทางเข้าวัดที่ดูธรรมดา แตกต่างจากภายใน

ระหว่างทางเดินเข้าไปสู่หลวงพ่อโต

แต่จุดที่ทำให้ที่นี่ออกจะโดดเด่นคงจะไม่พ้นการที่หลวงพ่อโต (ไดบุทสึ, 大仏) ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง คอยรับลม ฝน แดด อย่างโดดเดี่ยวองค์เดียว จากการที่ลองศึกษาข้อมูลก็พบว่าเมื่อก่อนตัวองค์ท่านไม่ได้อยู่กลางแจ้งแบบนี้ แต่ว่าโถงอาคารโดนทำลายทิ้ง (และคงไม่คิดจะสร้างใหม่แล้ว น่าจะเกิดจากอัคคีภัยและแผ่นดินไหว) ซึ่งถ้าพิจารณาแบบนี้อาจจะไม่ต่างจากการที่พระพุทธรูปตามเมืองหลวงเก่าอย่างสุโขทัยตั้งอยู่โดดๆ กลางแจ้งเหมือนกันก็ได้สินะ

หลวงพ่อโตกลางแจ้งแห่งคามาคุระ

สำหรับสีเขียวๆ ขององค์พระพุทธรูป ก็เห็นว่าเป็นสนิมทองแดง, สำริด ที่เกิดจากกาลเวลา ทำให้กลายเป็นสีธรรมชาติดังนี้ และที่ชัดคือเห็นรอยเชื่อมโลหะระหว่างแผ่นที่ชัดเจนมากๆ บริเวณหัวของหลวงพ่อโตเองก็เปิดให้เห็นโครงสร้างข้างในด้วย เป็นการเปิดหูเปิดตา ไม่สิ เปิดตัว (ฮ่า)

แผ่นสำริดบริเวณฐานของพระพุทธรูป

มีเปิดรับอากาศจากโลกกว้างด้วย

คนเยอะจริงๆ ทั้งไทยเทศ

หลังจากเดินถ่ายรูป ส่งภาพพระพุทธรูปให้ครอบครัวดูให้ชื่นใจสมเป็นชาวพุทธ พวกเราก็เดินออกมาเพื่อตรงไปยังอีกวัด และตรงนี้เองที่พวกเราได้เจอกับซอฟต์ครีมมะม่วงแอปเปิ้ลและวนิลาในตำนาน (ของทริปนี้) ที่ดูน่ากินมาก

ซอฟท์ครีมหน้าวัดที่น่ากินสุดๆ แต่ทว่า..

แต่ทริปนี้เป็นสุดยอดทริปยาจก (อ่านว่าจน) เลยต้องข้ามการกินขนมจุกจิกไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าย้อนเวลากลับไปก็คงจะกินให้หายข้องใจเสียตรงนั้นเลยหละครับ และสำหรับในบริเวณสถานีฮาเสะนี้ก็ยังมีอีกวัดที่ได้รับความนิยม โดยขึ้นชื่อในเรื่องที่มีพระพุทธรูปหินจิโซจำนวนมากและเจ้าแม่กวนอิม 11 เศียร นั่นคือ วัดฮาเสะเดระ (Hasedera, 長谷寺) และจุดเด่นคือตั้งอยู่บนเขา พวกเราน่าจะพอคาดหวังกับวิวที่สวยงามได้เลยทีเดียว

ก่อนทางเข้าวัดต้องเดินกันไปซักพัก

และแน่นอนว่าต้องเสียเงิน 300 เยนค่าบำรุงรักษาวัด แต่เพื่อนๆ ร่วมทริปขอนั่งรอเล่นอยู่ข้างนอก ตัวผู้เขียนเลยขอสดซัก 30 – 40 นาทีในการเดินชมวัดเสียหน่อยครับ

ทางเข้าวัดฮาเสะเดระ ดูชุ่มชื่นมากๆ

จากป้ายจะเห็นว่าวัดนี้ประกอบด้วยอารามหลายหลังเลยทีเดียว น่าจะหวังได้ในระดับหนึ่ง

บันไดจำนวนมาก

ลักษณะเด่นชัดของวัดนี้เลยคือมีบันไดมากมาย (อย่างที่บอกว่าตั้งบนเข้านั่นหละครับ) โดยอารามหลักจะอยู่บนๆ หน่อย ระหว่างทางก็จะมีมีรูปปั้นจิโซจำนวนมาก เยอะแบบเรียกได้ว่าถ้าใครเห็นสิ่งของซ้ำๆ กันปริมาณมากแล้วขนลุกนี่ต้องเดินผ่านแบบเกร็งๆ เลยทีเดียว

จิโซจำนวนมาก

ทั้งนี้จุดเด่นที่ทำให้อยากมาจริงๆ ตามที่อ่านไกด์มาก็จะเป็นจุดชมวิวจากเขาของเมืองคามาคุระนี่หละ สวยงามและสดชื่น แลกกับที่ปีนบันไดมาก็คุ้มหละนะ ที่แน่ๆคือด้วยธรรมเนียมตามปกติของวัดญี่ปุ่น ในส่วนของอารามหลักจะถ่ายรูปมาให้ดูไม่ได้ เลยทำให้ได้ถ่ายแต่ด้านนอกของอาราม (เลยอดได้ถ่ายรูปเจ้าแม่กวนอิมภายในมาให้ชมกัน) ซึ่งสำหรับวัดนี้ออกจะดูธรรมดาคล้ายวัดพุทธในญี่ปุ่นทั่วๆ ไปเสียหน่อย

อารามหลักวัดฮาเสะเดระ

วิวมุมสูงจากจุดชมวิววัดฮาเสะเดระ (อารามหลัก)

แต่วัดนี้ยังมีจุดที่สูงขึ้นไปอีกขั้น เรียกว่า “เส้นทางไฮเดรนเยีย (Hydrangea path)” ซึ่งจะเป็นทางขึ้นเนินเข้าสูงๆ มีดอกไฮเดรนเยียมากกว่า 40 ชนิด เรียกได้ว่าใครมาช่วงหน้านี้ก็เริ่มจะได้เห็นวิวสวยๆ ของดอกไม้นานาพันธุ์ และวิวทิวทศน์ของทั้งตัวเมืองคามาคุระและหาดยุอิกาฮามะที่พวกเรากำลังจะไปในช่วงเย็น

ทางเดินไฮเดรนเยีย ที่ตอนนี้ยังไม่มีดอก (มาช่วงเดินมิถุนายนน่าจะสวยงามมาก)

มุมมองจากบนทางเดินไฮเดรนเยีย

สุดท้ายที่นี่ยังมีโถงไดโคคุโด (Daikoku-do Hall) สร้างขึ้นมาเพื่ออุทิศให้แก่ไดโคคุเท็น (Daikokuten) หนึ่งใน 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภของพระพุทธศาสนา ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการไปเยือนยังเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ดจะมีแต่ความสุข ดังนั้นพวกเราสามารถพบรูปปั้นของเทพทั้งเจ็ดได้ทุกแห่งในญี่ปุ่น โดยถือว่าไดโคคุเท็นเป็น “เทพแห่งโลคลาภของเมืองคามาคุระ”

ทางเข้าโถงไดโคคุโดที่แคบมาก

ภายในโถง ดูศักดิ์สิทธิ์และเย็นมาก

แผ่นป้ายเอมะเทพโชคลาภ

ท่านเทพแห่งโชคลาภสินะ

หลังจากเดินครบจุใจ (ราวๆ 30 – 40 นาทีโดยประมาณ) ก็แวะลากับท่านจิโซที่มีความน่ารักโดดเด่นสไตล์ญี่ปุ่น ดังมากๆ เลยทีเดียว มีทั้งสาวน้อยสาวใหญ่มาต่อคิวเซลฟี่กันพอตัวเลย สำหรับการจ่ายเงินค่าเข้าเล็กน้อยและเวลาซักพักสำหรับวัดฮาเสะเดระนี้จัดว่าคุ้มมากเลยทีเดียว

ท่านจิโซที่เป็นมิตร จะอยู่ตอนจบคอร์สเดินในวัดนี้ทั้งหมด

หลังจากกลับมาหาเพื่อนๆที่นั่ง รอ + เดินชมของที่ระลึกในร้านแถวนั้น ก็เป็นอันจบการเที่ยวเมืองคามาคุระในวันนี้ โดยถ้าให้จัดแรงกิ้งส่วนตัวของการเที่ยวคามาคุระ คงต้องจัดดังนี้

  1. วัดโคโตคุอิน ห้ามพลาดเด็ดขาด แค่มาดูหลวงพ่อโตก็คุ้มแล้ว
  2. วัดฮาเสะเดระ ตามที่เพิ่งเขียนไป
  3. ศาลเจ้าสึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกุ ถึงจะดังสุดในย่านนี้แต่ว่าไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไร อาจจะไม่เหมาะกับชาวต่างชาติครับ (ทำนองว่าต้องรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนถึงจะสนุก)

งบประมาณในการเที่ยวช่วงเช้าในทริปนี้ไม่เกิน 2,000 เยน นับว่านอกจากจะราคาประหยัดแบบสุดๆแล้วยังได้รับประสบการณ์ในการเที่ยวแบบชาวญี่ปุ่นแบบเต็มๆด้วย เดี๋ยวช่วงบ่ายจะไปต่อกับสถานที่นัดเดทที่ฮิตสุดๆของหนุ่มสาวในแถบโตเกียวกันเลย~

เอโนชิมะกับทริปโรแมนติคของพวกเรา 

ในช่วงบ่ายพวกเราก็ยังอาศัยพาสฯ อันเดิมเพื่อไปลงที่สถานีเอโนชิมะ (Enoshima Station) และแวะหาข้าวกินกันเสียก่อนระหว่างทางเดิน ซึ่งจากที่เกริ่นไปในช่วงเช้าว่าพวกเราแทบจะไม่เหลือตังแล้ว (ฮา) ฉะนั้นช่วยไม่ได้จริงๆที่จะต้องพึ่งพา 7-11 เจ้าเก่า

ถนนหนทางสู่ทะเล

จริงๆก็เหมือนกับที่ไทย ที่เวลาสิ้นเดือนทีไร เซเว่นก็จะกลายเป็นตัวเลือกแรกๆไปซะงั้น การได้กินข้าวในราคา 300 – 400 เยนนับว่าเป็นเรื่องราวดีๆ อา จะว่าไปได้เจอกับสินค้าที่พีคๆ แบบเบียร์ที่พิมพ์รูปขวดเป็นเศียรหลวงพ่อโตด้วยหละ ยอมไม่ได้แล้ว

เดินไปซักพักพวกเราก็จะเจอป้ายบอกทางว่าให้มุดใต้อุโมงค์ไปจะเจอสะพานเดินข้ามไปเกาะ ด้วยระยะทางราวๆ 680 เมตร เดินไม่ยาก มาถึงในบริเวณนี้ก็แทบจะไม่ต้องใช้กูเกิ้ลแมปนำทางแล้ว

โดยสะพานที่ทอดยาวไปยังเกาะเบื้องหน้านี้จะชื่อว่า สะพานเอโนชิมะเบนเทน (Enoshima Benten Bridge, 江の島弁天橋) ซึ่งสามารถเดินได้สบายๆ วิวสวย มองเห็นภูเขาไฟฟูจิทางด้านขวาด้วย ซึ่งถ้าจำไม่ผิดจุดนี้จะถึอเป็น 1 ใน 100 จุดที่ชาวญี่ปุ่นบอกว่าสามารถชมฟูจิได้สวย แต่คงต้องขึ้นกับสภาพอากาศ หมอก ต่างๆ นานาด้วย ในช่วงที่เดินข้ามมายังมองไม่ค่อยเห็น เลยคิดไปว่าน่าจะพลาดซะแล้ว

จากเกร็ดความรู้ที่อ่านมา ในสมัยก่อนผู้คนในญี่ปุ่นเดินทางไปยังเกาะต้องรอให้น้ำลดก่อน แล้วทางเดินข้ามเกาะจะปรากฎ ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่ในเกาะจะสามารถสร้างสถานที่สักการะบูชาได้เยอะพอสมควรมาตั้งแต่สมัยก่อน คงเพราะขนสิ่งก่อสร้างมาตั้งกันได้ง่ายด้วยนี่เอง

ก่อนจะเข้าสู่ตัวเกาะที่พบเสามังกร ก่อนอื่นแวะแปะตำนานของเกาะนี้ที่ทำให้มันกลายเป็นเกาะที่ดูโรแมนติคกันดีกว่า เรื่องมีอยู่ว่า

ในบริเวณเกาะเอโนชิมะในอดีตกาล เคยมีมังกรห้าหัวที่แสนร้ายกาจและทำให้ชาวบ้านโดยรอบเดือดร้อนแสนสาหัส ทั้งไม่สามารถเพาะปลูก ทำมาหากิน และเข่นฆ่าชีวิตของหญิงสาว จนในวันหนึ่งสวรรค์เบื้องต้นได้ส่งเทพธิดานามเบนไซเทนจุติลงมาเพื่อระงับความเกรี้ยวกราดของมังกรห้าหัวนี้ ซึ่งก็ได้ผลมังกรตกหลุมรักเทพธิดาเบนไซเทนอย่างจัง พร้อมทั้งขอร้องให้ท่านเทพไปใช้ชีวิตร่วมกันในถ้ำ แต่เทพธิดาปฎิเสธ เนื่องจากไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับมังกรชั่วร้ายที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์

หลังจากนั้นมังกรห้าหัวจึงกลับตัวกลับใจ เลิกเข่นฆ่าผู้คน ปกป้องผู้คน จากนั้นท่านเทพจึงใจอ่อนเชื่อมั่นในสัญญาและใช้ชีวตร่วมกันอย่างสงบสุข

จาก http://www.deepjapan.org/a/3640

ราวๆนี้ จึงทำให้ในเกาะนี้จะมีรูปปั้นมังกรอยู่ในหลายๆที่ นั่นเอง

ทางเข้าสะพานจะมีเสามังกรคู่ ที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์ค ใครๆ ก็ถ่ายรูปกัน

คนก็ข้ามกันเยอะใช่เล่น ตอนนี้วันศุกร์ ถ้าเสาร์-อาทิตย์ สงสัยจะเบียดกัน

มุมลิบๆ ในสายหมอกคือคุณฟูจิที่ขี้อาย

ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ในการได้เห็นภูเขาฟูจิเป็นครั้งแรกของผู้เขียนเลยครับ (ไม่นับจากบนเครื่องบินนะ) คือพอได้เห็นลักษณะที่ภูเขาใหญ่และสมมาตรขนาดนี้ตั้งตระหง่านอยู่ ก็อดคิดว่าประทับใจสุดๆ ไม่ได้เลยทีเดียว มันสวยงาม และดูได้อย่างเพลิดเพลินกว่าในรูปเยอะนัก ถ้ามีโอกาสอยากจะไปดูใกล้ๆ กว่านี้อีกนิด

พอมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ พวกเราจะได้เห็นว่าเกาะนี้ไม่ได้เป็นเกาะแบบเล็กๆ เลยทีเดียว ร้านรวง อาคาร ตึกรามต่างๆ เยอะมากและสร้างได้อย่างสวยงามมีสเน่ห์ และสิ่งที่ทำให้รู้เลยว่าเกาะนี้น่าจะมีวัดและศาลเจ้าเยอะ เพราะมาถึงปุปก็เจอโทริอิสีเขียวอ่อนตั้งอยู่ราวกับมาทักทาย

โทริอิที่รอต้อนรับเข้าเกาะ

ย่านขายของที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลังจากเดินข้ามมา

นอกจากประตูโทริอิ สิ่งที่เจอเป็นอย่างที่สองก็คืออาหาร!! สินค้าขึ้นชื่อระดับสุดยอดของเกาะนี้ ปลาชิราสุ (しらす) หรือในไทยที่เรียกว่าปลาข้าวสารหละมั้ง โดยความแปลกใหม่คือ ที่นี่มันไม่ได้แค่เอามาทำอาหารง่ายๆแบบ ข้าวหน้าปลาชิราสุ หรือทอดกินกรอบๆ แต่ไปไกลแบบเป็นพวกขนมปังไส้ปลาชิราสุก็มี ซึ่งก็ลองสอยมาในราคา 3 ลูก 250 เยนเพียงเท่านั้น

รสชาติของปลาชิราสุจะหอมมาก ผิวสัมผัสรู้สึกเหมือนกินซอสขาวข้นๆ นับว่าอร่อยเพลิดเพลินเลยทีเดียว แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้ได้เวลาของเดินเดินชมศาลเจ้าในเกาะกันแล้ว โดยเมื่อเดินผ่านไปจนสุดถนนค้าขายที่เต็มไปด้วยปลา ของทะเล ของที่ระลึก จะพบกับโทริอิสีแดงสด เป็นสิ่งที่บอกว่าเรามาถึง ศาลเจ้าเอโนชิมะ (Enoshima Shrine, 江島神社) ที่โด่งดังมาจากตำนานฯ ที่ได้เล่าไว้เบื้องต้นกันแล้ว

ทางเข้าสู่ศาลเจ้า

ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า สิ่งที่เรียกรวมว่า ศาลเจ้าเอโนชิมะนั้นประกอบด้วย 3 ศาลด้วยกัน นั่นคือ

  1. ศาลหลัก เฮทสึโนะมิยะ (Hetsu no Miya, 辺津宮)
  2. ศาลที่สอง นากะทสึโนะมิยะ (Nakatsu no Miya, 中津宮)
  3. ศาลที่สาม โอคุสึโนะมิยะ (Okutsu no Miya, 奥津宮)

ซึ่งหลังจากที่เดินผ่านโทริอิแดงมาแล้วก็จะพบกับ ประตูซุยชินมง (Zuishinmon) อันว่ากันว่าเป็นต้นแบบของวังมังกรในนิทานเรื่องอุราชิม่าทาโร่ โดยบันไดที่ลอดผ่านประตูนี้จะถูกเรียกว่า ทางลาดบุรุษ (Otokozaka) เหตุเพราะมีขั้นบันไดที่สูง และถ้าหันไปข้างๆ ก็จะเจอกับสะพานสีแดงเล็กๆ ที่ดูสวยงามแต่ไม่มีชื่อบอก สะพานดังกล่าวจะชื่อ ทางลาดสตรี (Onnazaka) ซึ่งเรียกได้ว่าเหมือนสร้างมาให้คู่กัน เพราะสะพานสีแดงนี้เล็กและแทบจะไม่ชันเลยจริงๆด้วย

คาดว่าสมัยก่อนก็คงอาจจะสร้างให้เข้าศาลเจ้าแยกเพศกัน ก็เป็นได้ (?)

ประตูซุยชินมงสีขาวโดดเด่น

ทางลาดหญิงสาว

โดยทั้งสามศาลจะเชื่อมต่อกันด้วยบันไดสูงขึ้นไปบนเขา แต่ถ้าใครที่ไม่อยากเดินขึ้นก็มีบริการบันไดเลื่อนขาขึ้น (เท่านั้น) จากทางเกาะในชื่อ เอสคา (ESCAR, エスカー) คอยให้บริการนักท่องเที่ยวทุกคนในราคาไม่แพงมาก โดยพวกเราที่ซื้อตั๋วพาสมาตั้งแต่เช้าจะได้ลดราคาอีกหน่อยด้วย

บันไดเลื่อนสำหรับพาชมศาลเจ้า

การใช้บันไดเลื่อนนี้จะมี 3 ส่วน โดยส่วนแรกก็จะพาไปขึ้นศาลหลัก เฮทสึโนะมิยะ กัน อ้อ ในส่วนของการเที่ยวชมศาลเจ้าในเอโนชิมะนี้โดยมาจะไม่ต้องจ่ายค่าเข้าเพิ่มแล้วหละ

ศาลหลักเฮทสึโนะมิยะ

ในศาลหลักนี้มีกล่องบริจาคเงินเป็นรูปถุงเงินด้วย พิเศษจริงๆ

และแน่นอนว่าจากการที่มีกล่องบริจาคอันเป็นเอกลักษณ์ระดับนี้.. เป็นจุดที่บอกมาแต่เนิ่นๆ ว่าศาลเจ้านี้ขึ้นเชื่อเรื่องการขอพรให้ร่ำรวย มั่งมี นั่นเอง

สำหรับในส่วนของศาลหลักนี้ (หมายถึงขึ้นบันไดเลื่อนมา 1 ที) ก็ยังมีอาคารรูปทรงแปดเหลี่ยมที่มีธงแดงๆประดับอันดูโดดเด่นเชื่อ โฮอันเด็น (Hoanden, 奉安殿) ซึ่งแม้จะไม่ได้เด่นเท่าศาลหลัก แต่ว่าภายในอาคารนี้หละที่มีรูปปั้นของท่านเบนไซเทนที่ได้เล่าก่อนนี้ ประดิษฐานอยู่ (แม้พวกเราจะไม่ได้เข้าเพราะต้องจ่ายเพิ่มอีก 150 เยน  ) ซึ่งตามที่เล่าว่าเป็นเรื่องราวที่โรแมนซ์ระหว่างท่านเทพและมังกรห้าหัว ศาลนี้ก็เลยมีแผ่นไม้เอมะรูปหัวใจ สีชมพู ให้ดูสวยๆงามๆกันด้วย

โฮอันเด็น

แผ่นไม้เอมะสีชมพูสีสวย

ท่านมังกรห้าหัว (ทำไมในนี้มีแค่หัวเดียวนะ) ที่มาตามตำนาน

อนึ่งบ่อน้ำตรงนี้เขาบอกว่า เอาเงินมาล้างแล้วจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าด้วย ใครผ่านก็ลองเอาแบงค์หมื่นมาล้างๆกันหละ แต่ถ้าขาดไปก็ตัวใครตัวมัน— ทั้งนี้พอพวกเรามาเยือนในสภาวะที่หมดตัวขนาดนี้ก็อยากจะเอากระเป๋าตังจุ่มให้รู้แล้วรู้รอดเลยหละครับ